thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทวันนี้(24 ก.ย.69) เงินบาทอ่อนค่าใกล้ 33.50 บาท รับดอลลาร์แข็ง

ค่าเงินบาทวันนี้(24 ก.ย.69) เงินบาทอ่อนค่าใกล้ 33.50 บาท รับดอลลาร์แข็ง

24 ก.ย. 69 | 03:00 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ย. 69 | 03:00 น.

เงินบาทเปิดอ่อนแตะ 33.45 บาท KResearch ชี้ดอลลาร์แข็ง บอนด์ยีลด์สหรัฐฯพุ่ง หลัง PMI แข็งแกร่ง จับตา Fed ตะวันออกกลาง น้ำมัน ฟันด์โฟลว์ โดย Krungthai ประเมินกรอบ 33.30-33.60 บาทต่อดอลลาร์

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า เคลื่อนไหวเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อ
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี เป็นอีกแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์ในภูมิภาคและค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
  • สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และการปรับตัวลงของราคาทองคำ เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทเพิ่มเติม

ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (24 ก.ย. 2569) เปิดตลาดที่ระดับ 33.43-33.45 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดวันก่อนที่ 33.25 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทเคลื่อนไหวเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาท ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.11% สูงสุดรอบ 19 ปี

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคอ่อนค่าลงสวนทางกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น หลังตลาดได้รับแรงหนุนจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีท่าทีสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นของสหรัฐฯ เดือนกันยายนออกมาดีกว่าคาด

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)

แรงกดดันต่อสินทรัพย์ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นถึง 15 จุดเบส หรือ 0.15% สู่ระดับ 5.11% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณแข็งแกร่งจากข้อมูล PMI เบื้องต้นเดือนกันยายน โดย US Composite PMI เพิ่มขึ้นสู่ 58.4 สูงสุดในรอบ 62 เดือน ขณะที่ PMI ภาคการผลิตอยู่ที่ 57.0 สูงสุดในรอบ 52 เดือน และ PMI ภาคบริการอยู่ที่ 58.7 สูงสุดในรอบ 59 เดือน

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อแนวโน้มที่ Fed อาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ ขณะเดียวกันกดดันค่าเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาท

KResearch ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติ เงินหยวนและเงินเยน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และยอดขายบ้านใหม่เดือนสิงหาคม

Krungthai เปิด 33.45 บาท ชี้ตะวันออกกลางดันน้ำมัน-เงินเฟ้อ

ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.25 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.24-33.47 บาท และเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้ที่ 33.30-33.60 บาทต่อดอลลาร์

ปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินบาทยังมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น ซึ่งลดโอกาสการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในระยะสั้น และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นทดสอบระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน ท่าทีของเจ้าหน้าที่ Fed ที่ย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยดัชนี DXY เคลื่อนไหวบริเวณ 101.2 จุด และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นทดสอบระดับ 5.12%

ทองคำย่อตัว กดดันเงินบาทผ่านฟันด์โฟลว์

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือการปรับตัวลงของราคาทองคำ โดยราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ลดลงมาอยู่บริเวณ 4,325 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำสปอตอยู่บริเวณ 4,287.7 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่าและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้น

การเคลื่อนไหวของราคาทองคำมีความสำคัญต่อเงินบาท เนื่องจากธุรกรรมซื้อขายทองคำของผู้ประกอบการไทยสามารถส่งผลต่อความต้องการซื้อขายเงินดอลลาร์ในตลาดปริวรรตเงินตรา ทำให้เงินบาทมีโอกาสเผชิญความผันผวนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวแรง

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกเข้าสู่ภาวะ Risk-off โดยดัชนี Dow Jones ลดลง 0.7% S&P 500 ลดลง 0.8% และ Nasdaq Composite ลดลง 1.1% จากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีตามการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป STOXX 600 ลดลง 0.4%

จับตาเงินเยน-หยวน และแรงขายดอลลาร์บริเวณ 33.50 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท โดยเฉพาะทิศทางเงินหยวน หลังตลาดจับตาผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความเคลื่อนไหวของเงินเยน ซึ่งล่าสุดอ่อนค่าทะลุระดับ 158 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ตลาดจับตาท่าทีของทางการญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเข้าแทรกแซงค่าเงินหรือการทำ Rate Check

นอกจากนี้ แรงขายเงินดอลลาร์จากกลุ่มผู้ส่งออกบริเวณแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทในระยะสั้น

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่ต้องติดตามใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯ ดัชนีภาวะธุรกิจของ Fed สาขาต่าง ๆ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed และผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7 ปี รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนี และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE

Krungthai มอง Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง จับตาแนวรับ 33 บาท

ในระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม ก่อนคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2570 และจึงเริ่มทยอยลดดอกเบี้ย ซึ่งหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงตามผลของนโยบายการเงินที่เข้มงวด อาจเปิดทางให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ในระยะยาว

ด้านเทคนิคพบว่าเงินบาทในกรอบรายวันยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าจนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบรายสัปดาห์ยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าจนกว่าจะอ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ Krungthai มองว่าตลาดค่าเงินยังมีลักษณะ Two-way Risk สูง ผู้ประกอบการและนักลงทุนจึงควรติดตามความเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ น้ำมัน และฟันด์โฟลว์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นจุดที่ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น