
ค่าเงินบาทวันนี้ (25 ก.ย.69) เงินบาทแข็งเล็กน้อย 33.48 บาท แรงหนุนทองคำฟื้น
เงินบาทวันนี้แข็งค่าเล็กน้อย 33.48 บาทต่อดอลลาร์ จับตาเฟด-บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ-เงินเยนและตะวันออกกลาง KResearch มองกรอบ 33.40–33.55 บาท ขณะที่กรุงไทยมอง Two-way Risk
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 33.43–33.48 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และการแข็งค่าของเงินเยนจากความกังวลว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซง
- อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก และการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
เงินบาทเช้านี้เคลื่อนไหวกรอบ 33.43–33.48 บาทต่อดอลลาร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองกรอบวันนี้ 33.40–33.55 บาท ขณะที่ Krungthai Global Markets ประเมิน 33.30–33.60 บาท จับตาเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง และความเสี่ยงเงินเยนแตะ 160 เยนต่อดอลลาร์
เงินบาทแกว่งแคบ 33.43–33.48 บาท หลังอ่อนค่าต่อเนื่อง
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า ภาพรวมเงินบาทยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังจากอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงหลายวันก่อนหน้า โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงการแข็งค่ากลับมาของเงินเยน ท่ามกลางความกังวลว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน หลังค่าเงินเยนอ่อนเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระหว่างวัน จากเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยตลาดบางส่วนเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นต่อโอกาสที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่เหลือของปี
แรงหนุนดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้งจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และยอดขายบ้านใหม่เดือนสิงหาคม ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีขึ้นแตะ 5.48% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2547 ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีแตะ 5.21% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 33.40–33.55 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องติดตามตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนสิงหาคม ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติ รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินหยวนและเงินเยน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนสิงหาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ 33.39–33.52 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา โดยช่วงแรกเงินบาทและราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นทดสอบระดับ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ก่อนที่สถานการณ์จะผ่อนคลายลงตามกระแสข่าวความพยายามกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงสู่โซน 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และช่วยจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์
จับตาเฟด-เยน-ตะวันออกกลาง เสี่ยงผันผวน Two-way Risk
Krungthai GLOBAL MARKETS มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงที่ 33.30–33.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยระยะสั้นเงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk ขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟด รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
สำหรับตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับขึ้นทดสอบระดับ 5.20% จากความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ประกอบกับการปรับสถานะถือครองของนักลงทุน หลังบอนด์ยีลด์ทะลุระดับ 5% ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองให้ผู้ลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น หรือ Buy on Dip
ด้านตลาดค่าเงิน ดอลลาร์ยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ได้รับแรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงและการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ แต่ความหวังต่อการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านช่วยจำกัดการแข็งค่าของดอลลาร์ โดยดัชนี DXY เคลื่อนไหวบริเวณ 101.1–101.4 จุด
ส่วนราคาทองคำสามารถรีบาวด์กลับขึ้นสู่โซน 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก แต่ยังได้แรงหนุนจากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนสิงหาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนกันยายน รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองนโยบายการเงินของเฟดและทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังต้องติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักต่อโอกาสที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อค่าเงินดอลลาร์และเงินบาท
ในฝั่งไทย ตลาดรอติดตามตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคม โดย Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่ายอดส่งออกยังได้รับแรงหนุนจากกระแส AI Boom แต่การนำเข้าสินค้าสำหรับการลงทุนด้าน Data Center รวมถึงการนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและส่งออกตามกระแส AI Boom มีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงเช่นกัน ทำให้ดุลการค้าไทยอาจยังขาดดุลต่อเนื่องประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์
สำหรับเงินบาทในระยะสั้น Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจช่วยหนุนบรรยากาศตลาดการเงินและชะลอการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชีย ขณะที่นักลงทุนบางส่วนอาจทยอยขายดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้านบริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยมีแนวรับเบื้องต้นบริเวณ 33.30 บาทต่อดอลลาร์
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือเงินเยน หลังอ่อนค่าทะลุระดับ 158 เยนต่อดอลลาร์ และเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาตรวจสอบตลาดหรือแทรกแซงค่าเงิน หากเยนกลับมาแข็งค่าจะช่วยชะลอการแข็งค่าของดอลลาร์และลดแรงกดดันต่อเงินบาท แต่หากเยนแข็งค่าเร็วและแรง อาจหนุนเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน
ในระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงประเมินว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนคงดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 และจึงทยอยลดดอกเบี้ยลง ซึ่งหากเป็นไปตามมุมมองดังกล่าว เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วและมากกว่าที่คาดเพิ่มขึ้น หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าในกรอบรายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน ขณะที่กรอบรายวันยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จนกว่าจะกลับมาแข็งค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS แนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนเตรียมรับมือความผันผวนของเงินบาทด้วยกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใช้ Options เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินในช่วงที่ตลาดยังมีปัจจัยไม่แน่นอนทั้งจากทิศทางดอกเบี้ยเฟด สถานการณ์ตะวันออกกลาง และการเคลื่อนไหวของเงินเยน







