thansettakij
thansettakij
กางแผนประกันภัยพิบัติบ้าน เบี้ย 1.5 หมื่นล้าน คุ้มครอง 7.5 หมื่นล้าน

กางแผนประกันภัยพิบัติบ้าน เบี้ย 1.5 หมื่นล้าน คุ้มครอง 7.5 หมื่นล้าน

นายกสมาคมประกันวินาศภัยเผย แผนประกันภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย เบี้ยรวม 15,000 ล้านบาท คุ้มครอง 75,000 ล้านบาท ครอบคลุม 30 ล้านหลัง ซื้อประกันภัยต่อลดเสี่ยง เร่งให้ทัน 16 ก.ย. 2569

KEY

POINTS

  • สมาคมประกันวินาศภัยไทยเตรียมจัดทำโครงการประกันภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย โดยตั้งเป้าเบี้ยประกัน 15,000 ล้านบาท เพื่อให้ความคุ้มครองรวม 75,000 ล้านบาท
  • จะใช้ระบบ Reinsurance Pool เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดต่างประเทศ เนื่องจากวงเงินความรับผิดสูงกว่าเบี้ยประกันที่เก็บได้
  • มีการคัดเลือกบริษัทประกันภัยที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งเข้าร่วมโครงการ โดยตั้งเป้าให้พร้อมเริ่มดำเนินการในวันที่ 16 กันยายน 2569

สมาคมประกันวินาศภัยไทย เร่งวางระบบโครงการประกันภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย เตรียมคัดบริษัทประกันภัยที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งเข้าร่วม พร้อมใช้ Reinsurance Pool กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดต่างประเทศ หลังโครงการตั้งเป้าเก็บเบี้ยประกันภัย 15,000 ล้านบาท แต่ให้ความคุ้มครองรวมสูงถึง 75,000 ล้านบาท เร่งให้พร้อมเริ่มโครงการวันที่ 16 กันยายน 2569 ตามนโยบายรัฐบาล

นายสมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการประกันภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัยว่า อยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทประกันภัยที่จะเข้ามารับประกันภัย โดยเบื้องต้นใช้แนวคิดเดียวกับโครงการประกันภัยข้าว แต่เพิ่มความเข้มข้นในเรื่องฐานะทางการเงินของบริษัทมากขึ้น

นายสมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย

คัดบริษัทประกันฐานะการเงินแกร่ง

แนวทางเบื้องต้นจะพิจารณาความแข็งแกร่งทางการเงินและผลประกอบการของบริษัทเป็นสำคัญ โดยมีแนวคิดให้กำหนดค่า CAR Ratio สูงกว่าขั้นต่ำตามกฎหมายที่ระดับ 140% อาจเพิ่มเป็น 180% หรือ 200% รวมถึงกำหนดให้บริษัทมีผลประกอบการเป็นกำไรต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี

ปัจจุบันจากสมาชิกสมาคมประกันวินาศภัยไทย 47 ราย มีบริษัทที่ผ่านเงื่อนไขเบื้องต้นเกือบ 25 บริษัท แต่ยังไม่ถือว่า จะเข้าร่วมโครงการโดยอัตโนมัติ เพราะบริษัทที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการเชิญให้พิจารณาความสนใจและสัดส่วนการเข้าร่วม หากมีบริษัทต้องการเข้าร่วมเกิน 100% จะมีการจัดสรรสัดส่วน และหากยังมีวงเงินเหลือก็สามารถจัดสรรในรอบถัดไปได้

เบี้ย 1.5 หมื่นล้าน รับความคุ้มครอง 7.5 หมื่นล้าน

นายสมพรระบุว่า โครงการดังกล่าวจะทำให้เบี้ยประกันภัยของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 ล้านบาท จากเบี้ยประกันภัยทั้งระบบที่อยู่ราว 295,000 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 5% กว่าๆ

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่ที่จำนวนเบี้ยประกันภัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากเบี้ยประกันภัย 15,000 ล้านบาท ต้องรองรับความรับผิด หรือ Liability สูงถึง 75,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องวางระบบประกันภัยต่ออย่างรัดกุม ไม่สามารถให้บริษัทประกันภัยแต่ละรายบริหารความเสี่ยงแยกกันได้ทั้งหมด

สมาคมฯ จึงมีแนวคิดจัดทำระบบประกันภัยต่อในลักษณะ Pool  โดยอาศัยบริษัทประกันภัยต่อและผู้เกี่ยวข้องหลายรายเข้ามาร่วมบริหารความเสี่ยง พร้อมกำหนดให้บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการรับความเสี่ยงไว้เอง หรือ Retention รวมกันไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะกระจายความเสี่ยงออกไปยังต่างประเทศ

ไทยรีลุ้นบทบาท Pool Manager ไม่รับความเสี่ยงทั้งหมด

ขณะเดียวกันการประกันภัยต่อผ่านบริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยรี ยังมีการพิจารณา 2 รูปแบบคือ การส่งความเสี่ยงทั้งหมดไปที่ไทยรีเพื่อดำเนินการต่อ หรือให้ไทยรีทำหน้าที่ในลักษณะ Consortium Pool Manager เป็นผู้ประสานงานให้บริษัทสมาชิกนำความเสี่ยงออกไปทำประกันภัยต่อต่างประเทศผ่านระบบเดียวกัน

นายสมพรระบุว่า แนวทางที่ให้ไทยรีทำหน้าที่เป็นผู้บริหารหรือผู้ประสานงาน Pool อาจมีความเหมาะสมกว่า เพราะหากไทยรีรับความเสี่ยงไว้ทั้งหมด จะเกิดภาระด้านเงินทุนและการสำรองจำนวนมาก เนื่องจากโครงการมีขนาดใหญ่ ขณะที่การเป็นผู้บริหาร Pool  ยังช่วยให้ไทยรีสามารถจัดสรรตามศักยภาพในการรับความเสี่ยงของแต่ละบริษัทได้

เร่งเครื่องให้ทัน 16 ก.ย. 2569

สำหรับกรอบเวลาการดำเนินโครงการ รัฐบาลต้องการให้สามารถเริ่มโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 ทำให้สมาคมประกันวินาศภัยไทยต้องเร่งหารือกับบริษัทประกันภัยต่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำระบบให้พร้อมภายในระยะเวลาอันจำกัด

ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดเรื่องเงินสนับสนุนจากภาครัฐ โดยมีแนวทางว่า อาจจ่ายเงินบางส่วนก่อน และรอการจัดสรรงบประมาณในรอบถัดไปสำหรับส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ รายละเอียดขั้นสุดท้ายยังอยู่ระหว่างการเจรจาและหาข้อสรุป

คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน เบี้ยเฉลี่ย 500 บาท

ในส่วนของประชาชน โครงการถูกออกแบบให้ครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อหลังคาเรือน จากวงเงินเบี้ยรวม 15,000 ล้านบาท

จุดสำคัญคือ ประชาชนไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อซื้อประกันภัยเพิ่มเติม โดยจะได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติตามข้อมูลสำเนาทะเบียนบ้าน ขณะที่รัฐบาลจะสำรวจบ้านที่ไม่มีสำเนาทะเบียนบ้านและพิจารณาแนวทางออกเอกสารชั่วคราวเพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบความคุ้มครองได้

ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งบ้านและคอนโดมิเนียม แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นที่อยู่อาศัยที่มีผู้พักอาศัยอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่บ้านที่มีทะเบียนบ้านแต่ไม่มีผู้อยู่อาศัย

จ่ายค่าสินไหมเฉพาะ “ภัยพิบัติ” ที่รัฐประกาศ

ความคุ้มครองดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเหตุการณ์น้ำท่วมหรือความเสียหายทั่วไปทุกกรณี แต่ต้องเป็นเหตุภัยพิบัติที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการให้เป็นเขตภัยพิบัติสาธารณะ

นายสมพรยกตัวอย่างว่า ในปีที่ผ่านมาไทยเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่หลายเหตุการณ์ ทั้งน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคใต้ที่หาดใหญ่ และแผ่นดินไหว ซึ่งรัฐบาลมีภาระจ่ายความเสียหายจากภัยพิบัติประมาณ 25,800 ล้านบาท

ขณะที่โครงการใหม่กำหนดเบี้ยรวม 15,000 ล้านบาท และสามารถสร้างความคุ้มครองได้ถึง 75,000 ล้านบาท โดยภาคธุรกิจประกันภัยจะอาศัยระบบประกันภัยต่อเข้ามาช่วยรองรับความเสี่ยงดังกล่าว

ตลาด Reinsurance ยังเป็น “Soft Market” เปิดทางกระจายความเสี่ยง

สำหรับการนำความเสี่ยงออกไปทำประกันภัยต่อในต่างประเทศ นายสมพรประเมินว่า สถานการณ์ตลาดประกันภัยต่อในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะ Soft Market จึงมีโอกาสที่จะจัดหา Reinsurance Protection สำหรับโครงการได้

อย่างไรก็ตาม วงเงินคุ้มครอง 75,000 ล้านบาทของโครงการเป็นวงเงินสะสมตลอดทั้งปี ขณะที่การทำประกันภัยต่อจะพิจารณาเป็นลักษณะ  Event หรือความเสียหายต่อเหตุการณ์ หากเกิดภัยพิบัติและใช้วงเงินไปแล้ว วงเงินดังกล่าวจะลดลง จึงต้องมีการเตรียมวงเงิน Reinstatement  เพื่อเติมความคุ้มครองกลับเข้ามาสำหรับเหตุการณ์ครั้งต่อไป

รูปแบบการจัดชั้นความเสี่ยงจึงต้องคำนึงถึงความถี่ของภัยพิบัติในประเทศไทย โดยชั้นความเสี่ยงด้านล่างอาจต้องเตรียมวงเงินสำหรับการเกิดเหตุหลายครั้งต่อปี ขณะที่ชั้นความเสี่ยงสูงสุดอาจกำหนดให้รองรับเหตุเพียงครั้งเดียวต่อปี เนื่องจากเป็นระดับความเสียหายที่สูงมาก

ไม่ขอรัฐอุ้ม หากปีต่อไปต้นทุนประกันภัยต่อสูงขึ้น

นายสมพรย้ำว่า ภาคธุรกิจประกันภัยไม่ได้ต้องการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในกรณีที่ต้นทุนประกันภัยต่อปรับเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทประกันภัยรับความเสี่ยงดังกล่าวตั้งแต่ต้นและมีหน้าที่บริหารความเสี่ยงให้ได้

อย่างไรก็ตาม หากในปีแรกเกิดความเสียหายสูงและบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศปรับเพิ่มเบี้ยในปีถัดไป ภาคธุรกิจจำเป็นต้องนำต้นทุนดังกล่าวมาคำนวณใหม่ และอาจต้องพิจารณาปรับเบี้ยประกันภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและต้นทุนที่แท้จริง

สำหรับแนวทางในปีต่อไป นายสมพรระบุว่า เบี้ยประกันภัยจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของโครงการในปีแรก หากมีการจ่ายค่าสินไหมสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็มีโอกาสต้องปรับเบี้ยเพิ่มขึ้น เพื่อให้ระบบสามารถรองรับความเสี่ยงและดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน