thansettakij
thansettakij
ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา

ครม.สัญจรใต้ เคาะควิกวิน งัดประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า-ดันรถไฟทางคู่แสนล้าน

01 ก.ย. 69 | 06:27 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ย. 69 | 07:04 น.

ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา ไฟเขียวควิกวิน 4 ด้าน ผุดประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เดินหน้ารถไฟทางคู่เฟส 2 กว่า 1.06 แสนล้านบาท ปักหมุดพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้

KEY

POINTS

  • นายกฯ แถลง ครม.สัญจรภาคใต้ เห็นชอบมาตรการเร่งด่วน (Quick Win) ที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ และโครงการรถไฟทางคู่สายใต้
  • อนุมัติหลักการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า ตั้งเป้าคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าเบี้ยประกัน
  • ไฟเขียวโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในเส้นทางสายใต้ 3 เส้นทาง วงเงินรวมกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจภาคใต้

วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบเรื่องสำคัญทั้ง การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงินรวม 106,798 ล้านบาท

นายอนุทิน แถลงผลการประชุมครม.สัญจร ว่า รัฐบาลได้ลงพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ก่อนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะกำหนดแนวทางเร่งด่วนหรือควิกวินให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที ครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ทั้งนี้ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่เอง ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อคข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นทั้งผู้นำและผู้สนับสนุน 

พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) และค่าธรรมเนียมบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พร้อมมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ โดยมอบหมายให้เร่งออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 กรอบวงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท พร้อมเร่งหารือกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างเหมาะสม และลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการด้านความมั่นคง 

“รัฐบาลจะเดินหน้าควบคู่กับการพัฒนา โดยเน้นให้รัฐทำงานร่วมกับประชาชนไม่ใช่ทำงานแยกจากประชาชน จะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เป้าหมายเพื่อสร้างความสงบ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนวงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองควนรัง จังหวัดสงขลา รวมถึงเห็นชอบโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน 

ไฟเขียวประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า 30 ล้านครัวเรือน

นอกจากนี้ที่ประชุมครม.สัญจร ยังเห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน ผ่านโครงการประกันภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายให้ความคุ้มครองครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งความคุ้มครองออกเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยและความคุ้มครองชีวิต 

ทั้งนี้กำหนดความคุ้มครองที่อยู่อาศัยมีวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง โดยจ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี ส่วนความคุ้มครองชีวิตกรณีเสียชีวิตจะจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วันถัดมา

นายอนุทิน กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระเบี้ยประกันในโครงการนี้ โดยมีค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในการเยียวยาตามระบบเดิมเป็นอย่างมาก ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง และค่าอาหารต่าง ๆ โดยวงเงินคุ้มครองรวมอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี 

ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายเยียวยาภัยพิบัติที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตามการคำนวณเบื้องต้นของรองนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ระบบใหม่นี้จะใช้งบประมาณลดลงแต่ให้ความคุ้มครองประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น

อนุมัติรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 1.06 แสนล้าน

นอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าว นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ระยะยาว โดยที่ประชุมครม. อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงินรวม 106,798.32 ล้านบาท ครอบคลุมเส้นทางสายใต้ 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งศึกษาการเชื่อมต่อเส้นทางจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโก-ลก เพื่อให้ระบบคมนาคมขนส่งทางรางมีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงตามนโยบายที่วางไว้

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ล่าสุดได้เป็นสักขีพยานในการเริ่มดำเนินโครงการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง โดยสะพานเชื่อมเกาะลันตาจะเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อยและเกาะลันตาใหญ่ ซึ่งทั้งสองเกาะมีสะพานเชื่อมกันอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือจักรยานแทนการเดินทางโดยเรือได้ในอนาคต

ส่วนโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาจะเชื่อมต่อจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง ลดเหลือเพียง 20 นาที ซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการดำรงชีวิต ต้นทุนการขนส่งสินค้า และต้นทุนการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ พร้อมยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

มั่นใจภาคใต้มีศักยภาพสูง จัดคิวครม.สัญจร อุดรฯ 

นายกฯ กล่าวว่า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง โดยภาคใต้มีศักยภาพสูงทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่หลากหลาย รัฐบาลจึงเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพเหล่านี้และเร่งแก้ไขข้อจำกัดที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้ศักยภาพของพื้นที่อย่างเต็มที่

“การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งแรกนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้มีแนวคิดที่จะจัดรูปแบบการประชุมนอกสถานที่ไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งต่อไปมีแผนจะขึ้นไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคาดว่าจะเริ่มที่จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดแรกในภูมิภาคดังกล่าว ก่อนขยายลงไปในระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงต่อไป” นายกฯ ระบุ