
คลังพร้อมลุยประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครองสูงสุด 7.5 หมื่นล้านทั่วไทย
คลังรับนโยบาย พร้อมลุยประกันภัยพิบัติแห่งชาติ อุ้ม 30 ล้านครัวเรือน ใช้งบ 1.5 หมื่นล้านบาท คุ้มครองสูงสุด 7.5 หมื่นล้านบาท คาดเริ่มใช้ภายในปีนี้
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศโดยอัตโนมัติ
- รัฐบาลจะจ่ายเบี้ยประกันปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างวงเงินคุ้มครองความเสียหายรวมสูงสุด 7.5 หมื่นล้านบาท
- มีเป้าหมายเพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย และโอนย้ายความเสี่ยงไปสู่ระบบประกันภัย
- กระบวนการจ่ายค่าสินไหมจะรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยประเมินความเสียหายในเบื้องต้น
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ว่า หลังจากโครงการดังกล่าว ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว กระทรวงการคลัง จะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งสรุปแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ ล่าสุด ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด คปภ. เรียบร้อยแล้ว โดยมีจุดประสงค์หลักในการโอนย้ายความเสี่ยงจากภาระงบประมาณของภาครัฐ ไปสู่ระบบประกันภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อลดภาระการจัดสรรงบกลางที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ภายในปีนี้
นายลวรณ กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่า ในแต่ละปี รัฐบาลต้องเสนองบประมาณในการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติเฉลี่ยสูงถึงปีละ 30,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แนวคิดใหม่นี้จึงเสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณสำหรับจ่ายเบี้ยประกัน 15,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาจ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้กับครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ซึ่งจะมีกรมธรรม์คุ้มครองความเสียหายรวมกันสูงสุดถึง 75,000 ล้านบาท โดยที่ประชาชนทุกครัวเรือนจะได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด
สำหรับหลักการของธุรกิจประกันภัยเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะยาว ไม่ได้ประเมินแบบปีต่อปี ดังนั้นการใช้เงินเบี้ยประกัน 15,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับวงเงินคุ้มครอง 75,000 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
“สมาคมประกันวินาศภัยไทยจะเป็นผู้รับประกัน และกระจายความเสี่ยงไปยังบริษัทประกันภัยตามศักยภาพและความแข็งแกร่งของแต่ละบริษัท พร้อมทั้งมีการจัดทำประกันภัยต่อ (Re-insurance) ไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อย้ายความเสี่ยงออกนอกประเทศอีกทางหนึ่ง”
ส่วนกระบวนการจ่ายค่าสินไหมทดแทน นายลวรณ ยืนยันว่า จะมีความรวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยจะนำเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและระดับความสูงของน้ำ เพื่ออนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นงวดแรกจำนวน 10,000 บาทได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจริงจะมีการประเมินตามสภาพจริงแต่วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะช่วยลดขั้นตอนความล่าช้าในการตรวจสอบแบบเดิมลงได้มาก







