thansettakij
thansettakij
หนี้ครัวเรือนไทยลดเหลือ 85.9% ความเสี่ยงเปลี่ยนรูป ‘กู้ยาก-หนี้ถี่ขึ้น’

หนี้ครัวเรือนไทยลดเหลือ 85.9% ความเสี่ยงเปลี่ยนรูป ‘กู้ยาก-หนี้ถี่ขึ้น’

26 ส.ค. 69 | 09:28 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ส.ค. 69 | 09:29 น.

หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 1/2569 ลดเหลือ 85.9% ต่อ GDP ต่ำสุด 6 ปี แต่ความเสี่ยงเปลี่ยนรูปสู่ BNPL และหนี้ก้อนเล็กที่เกิดถี่ขึ้น จับตาคนรุ่นใหม่และหนี้คุณภาพ

KEY

POINTS

  • สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเหลือ 85.9% ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่เป็นผลจากการที่สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อและเศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่าหนี้
  • ความเสี่ยงของหนี้เปลี่ยนรูปแบบจากหนี้ก้อนใหญ่ (บ้าน, รถ) ไปสู่หนี้ขนาดเล็กที่เกิดง่ายและบ่อยครั้งขึ้น เช่น สินเชื่อ BNPL (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) และสินเชื่อออนไลน์
  • เมื่อการกู้ยืมในระบบธนาคารทำได้ยากขึ้น ครัวเรือนอาจหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนอื่น เช่น โรงรับจำนำ หรือเสี่ยงเป็นหนี้นอกระบบมากขึ้น

หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 1/2569 ลดเหลือ 85.9% ต่อ GDP ต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ฐานะการเงินครัวเรือนดีขึ้น เหตุสินเชื่อรายย่อยถูกคุมเข้ม ขณะที่ความเสี่ยงกำลังเปลี่ยนจาก “หนี้ก้อนใหญ่” สู่หนี้ขนาดเล็กที่เกิดง่ายและถี่ขึ้น โดยเฉพาะ BNPL และสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดอาจสะท้อนภาพที่ดีขึ้น เมื่อไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% จากปีก่อน ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเหลือ 85.9% ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี ทว่าการลดลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนไทยกำลังปลดหนี้ได้เร็วขึ้นทั้งหมด

หนี้ลด กู้ยากขึ้น-เศรษฐกิจโตเร็วกว่ายอดหนี้

 ช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย หลังคุณภาพสินเชื่อบางกลุ่มยังมีความเสี่ยง ส่งผลให้สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคของระบบธนาคารหดตัว ขณะที่สินเชื่อครัวเรือนจากสถาบันการเงินหลักลดลงต่อเนื่อง

อีกปัจจัยคือ Nominal GDP ซึ่งเป็นตัวหารของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ ทำให้สัดส่วนหนี้ลดลง ดังนั้น ตัวเลข 85.9% จึงสะท้อนทั้งการชะลอตัวของการก่อหนี้ใหม่และการขยายตัวของเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงสัญญาณว่าครัวเรือนมีฐานะการเงินแข็งแรงขึ้น

ความเสี่ยงเปลี่ยนจาก “ก้อนใหญ่” สู่ “หนี้ถี่ขึ้น”

เมื่อก่อนการก่อหนี้มักเชื่อมโยงกับการซื้อบ้าน รถยนต์ หรือการลงทุนทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้การเข้าถึงเครดิตเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่คลิก ทั้ง Buy Now Pay Later (BNPL) การผ่อนสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และสินเชื่อรูปแบบใหม่

แม้ยอดผ่อนแต่ละรายการอาจไม่สูง แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันหลายบัญชี ภาระรวมอาจเพิ่มขึ้นโดยที่ผู้กู้ประเมินไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานและมีรายได้ยังไม่สูงมาก 

ข้อมูล ธปท. ระบุว่า คนไทยอายุ 20-35 ปีประมาณ 52.7% มีหนี้ และกลุ่มนี้มีสัดส่วน NPL สูงถึง 27% ขณะที่ผู้ใช้ BNPL ส่วนใหญ่เป็นคนอายุต่ำกว่า 30 ปี สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านหนี้กำลังเริ่มต้นเร็วขึ้นในช่วงชีวิต 

หนี้เพื่อสร้างอนาคตต่างจากหนี้เพื่อบริโภค

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีหนี้เท่าไร” แต่คือ “กู้ไปทำอะไร” หนี้ที่นำไปซื้อสินทรัพย์ ลงทุนธุรกิจ หรือพัฒนาทักษะ มีโอกาสสร้างรายได้และมูลค่าในอนาคต ขณะที่หนี้เพื่อการบริโภคที่มากเกินไปอาจดึงรายได้ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า โดยไม่มีรายได้ใหม่มารองรับ

 

ปัญหานี้ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยรวม เพราะ IMF คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ขณะที่ภาระหนี้ยังเป็นข้อจำกัดต่อกำลังซื้อ เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำไปชำระหนี้ เงินสำหรับการบริโภคและการลงทุนย่อมลดลง

จับตาหนี้ย้ายแหล่งอื่น เหตุกู้ในระบบยากขึ้น

อีกโจทย์ที่ต้องติดตามคือ เมื่อธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ครัวเรือนที่ยังมีความต้องการใช้เงินอาจไม่ได้หยุดก่อหนี้ แต่เปลี่ยนไปหาแหล่งเงินอื่น ทั้งโรงรับจำนำ สหกรณ์ออมทรัพย์ และในบางกรณีอาจเสี่ยงพึ่งพาหนี้นอกระบบ

ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงไม่ควรวัดเพียงตัวเลขหนี้ต่อ GDP ที่ลดลง แต่ต้องมองถึงคุณภาพของหนี้ แหล่งที่มาของสินเชื่อ และความสามารถในการชำระหนี้ควบคู่กัน

ท้ายที่สุด “หนี้ไม่ใช่เรื่องแย่ หากเป็นหนี้ที่สร้างอนาคต” เพราะสินเชื่อสามารถช่วยให้คนซื้อบ้าน ลงทุนธุรกิจ หรือเพิ่มทักษะก่อนมีเงินพร้อมทั้งหมดได้ โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงทำให้หนี้ลดลง แต่ต้องทำให้ครัวเรือนมี “หนี้ที่มีคุณภาพ” มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนภาระทางการเงินให้เป็นโอกาสสร้างรายได้และความมั่นคงในระยะยาว

 

บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,230 วันที่ 27 - 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569