thansettakij
thansettakij
BNPL โตแรงในไทย 'ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง' ทางออกหรือจุดเริ่มต้นหนี้ครัวเรือน? 

BNPL โตแรงในไทย 'ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง' ทางออกหรือจุดเริ่มต้นหนี้ครัวเรือน? 

22 ก.ค. 69 | 08:36 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ค. 69 | 08:37 น.

BNPL หรือ 'ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง' เติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ผู้เชี่ยวชาญเตือน แม้ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง แต่หากใช้เกินตัวอาจนำไปสู่ภาระหนี้สะสม

KEY

POINTS

  • บริการ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" (BNPL) เติบโตอย่างรวดเร็วในไทย โดยมีจำนวนบัญชีผู้ใช้เพิ่มจาก 6 แสนบัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567
  • แม้ BNPL จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย แต่ก็เป็นสินเชื่อที่อาจซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน เนื่องจากผลสำรวจชี้ว่าผู้ใช้มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้นและซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น
  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการแบ่งจ่ายเป็นงวดเล็กๆ อาจเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงก่อหนี้สะสมโดยไม่รู้ตัว จึงจำเป็นต้องใช้อย่างมีวินัยทางการเงิน

บริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย หลังจำนวนบัญชีผู้ใช้งานเพิ่มจาก 6 แสนบัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 แม้ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากใช้โดยขาดวินัย อาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง  

BNPL ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง แต่ยังเป็น “หนี้” 

BNPL คือบริการที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้ทันที แล้วทยอยแบ่งชำระเป็นงวดในภายหลัง โดยไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนในครั้งเดียว จึงได้รับความนิยมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแอปพลิเคชันช้อปปิ้ง 

แม้จะช่วยบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและกระตุ้นยอดขายให้ผู้ประกอบการ แต่ในสาระสำคัญ BNPL ยังคงเป็น “สินเชื่อ” เพราะทุกการซื้อในวันนี้ คือภาระชำระหนี้ในอนาคต 

ค่างวดเล็ก อาจเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน 

นักเศรษฐศาสตร์ด้านพฤติกรรมอธิบายว่า การแบ่งจ่ายเป็นงวดช่วยลด “ความรู้สึกเจ็บปวดจากการจ่ายเงิน” (Pain of Paying) ทำให้ผู้บริโภคสนใจยอดผ่อนรายเดือนมากกว่าราคาสินค้าทั้งหมด ส่งผลให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และอาจซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น 

ผลสำรวจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับ SAB ในปี 2566 พบว่า 62.3% ของผู้ใช้ BNPL ระบุว่าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น 45.2% ใช้จ่ายมากขึ้น และ 57.6% มีแนวโน้มซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้ประเภทอื่นอยู่แล้ว 

ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่การผ่อนเพียงรายการเดียว แต่เกิดจากการมีค่างวดหลายรายการพร้อมกัน จนภาระหนี้สะสมโดยไม่รู้ตัว  

BNPL โตเร็ว ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูง 

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า จำนวนบัญชี BNPL เพิ่มจากราว 600,000 บัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี ขณะที่มูลค่าสินเชื่อเพิ่มจาก 6,800 ล้านบาท เป็นเกือบ 18,000 ล้านบาท 

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ที่ 85.9% ของ GDP โดยประชากรราว 38% มีภาระหนี้ และกลุ่มอายุ 20-35 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนผู้กู้และหนี้เสีย (NPL) สูงที่สุด 

 

หลายประเทศเริ่มออกมาตรการกำกับดูแล BNPL มากขึ้น หลังจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มต่อเนื่อง โดยออสเตรเลียได้นำ BNPL เข้าสู่กฎหมายสินเชื่อผู้บริโภคตั้งแต่ปี 2568 ขณะที่สหรัฐฯ และมาเลเซียต่างจับตาความเสี่ยงจากการมีภาระผ่อนหลายรายการพร้อมกัน ซึ่งทำให้ผู้กู้มองไม่เห็นหนี้รวมของตนเอง  

วินัยการเงินยังเป็นคำตอบ 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า BNPL ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง หากใช้อย่างเหมาะสม แต่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่มีทางลัด จำเป็นต้องอาศัยทั้งการกำกับดูแล การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ระบบข้อมูลเครดิตที่มีประสิทธิภาพ และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ  

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้บริโภคควรถามตัวเองทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ใช่เพียงว่า “ผ่อนไหวหรือไม่” แต่ต้องถามว่า “สินค้าชิ้นนี้จำเป็นจริงหรือไม่” เพราะแม้ BNPL จะเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินได้ แต่ไม่ควรเปลี่ยนวินัยทางการเงินของผู้บริโภค

 

บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,220 วันที่ 23 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569