
หนี้ครัวเรือนต่ำสุดรอบ 6 ปี สศช.เตือนกู้บ้านซ้อนหลายบัญชี เสี่ยงเบี้ยวหนี้
สศช. เปิดรายงานสังคม Q2/2569 หนี้ครัวเรือนลดเหลือ 85.9% ต่อ GDP ต่ำสุดรอบ 6 ปี สแกนยิบหนี้ SMLs พุ่ง 5.5 แสนล้าน เตือนภัยกู้บ้านซ้อนหลายบัญชี ชงโมเดลเกาหลีใต้ปลดหนี้ลูกหนี้ NPLs ย้ำหัวใจหลักต้องปั๊มรายได้กู้วิกฤต
KEY
POINTS
- สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี
- สศช. เตือนให้เฝ้าระวังความเสี่ยงของผู้กู้ที่ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลายบัญชีในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจมีภาระหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
- ช่องว่างของระบบการรายงานข้อมูลเครดิตที่อัปเดตเป็นรายเดือน เปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถยื่นขอสินเชื่อจากหลายสถาบันการเงินได้พร้อมกันก่อนที่ภาระหนี้ล่าสุดจะปรากฏในระบบ
- หนี้ค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งอาจกลายเป็นหนี้เสีย (NPLs) ในอนาคต
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2569 ว่า หนี้ครัวเรือนในไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ขยายตัวเล็กน้อย ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวเร่งขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลระบุว่า หนี้ครัวเรือนเมื่อสิ้นไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 มีมูลค่ารวม 16.41 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 85.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสสอง ปี 2563 สะท้อนทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เร่งขึ้นเร็วกว่าการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง โดยสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวร้อยละ 4.82 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.87 และ 4.34 ในไตรมาสสามและสี่ ปี 2568 ตามลำดับ ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัวร้อยละ 1.73 สูงขึ้นจากร้อยละ 1.61 และ 1.63 ในช่วงเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือร้อยละ 0.01 สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value) ให้ผู้กู้สามารถขอสินเชื่อได้เต็มมูลค่าหลักประกันสำหรับการซื้อบ้านหลังแรก รวมถึงผ่อนปรนเงื่อนไขเงินดาวน์สำหรับบ้านหลังที่สอง ในทางกลับกัน สินเชื่อเพื่อยานยนต์หดตัวร้อยละ 7.51 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10
ด้านคุณภาพหนี้ ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) พบว่า ยอดคงค้างสินเชื่อบุคคลธรรมดาที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.20 ของสินเชื่อรวม ลดลงจากร้อยละ 9.59 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยสัดส่วน NPLs ลดลงในทุกประเภทสินเชื่อ ขณะที่ NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่า 1.70 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 3.25 ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 3.23 ในไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม เครดิตบูโรรายงานว่า สินเชื่อค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 5.53 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.07 ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง จากร้อยละ 3.51 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 3.09 ในไตรมาสสาม ปี 2568 โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ สะท้อนความเสี่ยงที่อาจพัฒนาเป็น NPLs ในระยะถัดไป
ประเด็นแรก ที่สศช. จับตา คือความเสี่ยงจากผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากกว่าหนึ่งบัญชี ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่า ในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย 1 คน มีบัญชีสินเชื่อเปิดใหม่เฉลี่ยสูงกว่าช่วงปี 2564-2567 ที่เฉลี่ย 1.06-1.07 บัญชี แม้ไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ค่าเฉลี่ยจะลดลงเป็น 1.08 บัญชี แต่ยังสะท้อนว่าผู้กู้บางส่วนขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีภาระหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
ความเสี่ยงดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากสถาบันการเงินรายงานข้อมูลเครดิตเข้าระบบเป็นรอบประมาณเดือนละครั้ง ทำให้ข้อมูลภาระหนี้ล่าสุดยังไม่ปรากฏ และเปิดช่องให้ผู้กู้สามารถยื่นขอสินเชื่อจากหลายสถาบันการเงินได้ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์บางส่วนอาจใช้ช่องว่างดังกล่าวเสนอขายที่อยู่อาศัยหลายหน่วยเพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต จึงควรพัฒนาระบบรายงานข้อมูลเครดิตให้มีความถี่มากขึ้นเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว
ประเด็นที่สอง คือลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือภาครัฐยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน โดยรายงานของ SCB EIC ปี 2568 พบว่ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้ยังไม่สามารถช่วยให้ลูกหนี้ส่วนใหญ่กลับมาชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน ในช่วงปี 2562-2568 ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ อาทิ คลินิกแก้หนี้ และคุณสู้ เราช่วย มีเพียงร้อยละ 23.0 ของลูกหนี้ที่มีหนี้เสียทั้งหมด
ในจำนวนลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว มีเพียงร้อยละ 15.0 ที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ขณะที่ร้อยละ 85.0 ยังคงมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยร้อยละ 42.0 อยู่ระหว่างดำเนินคดี สะท้อนข้อจำกัดของมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะจากข้อจำกัดด้านรายได้และภาระสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อเช่าซื้อที่มีค่างวดสูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น
จึงเสนอให้พัฒนากลไกฟื้นฟูลูกหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้รายบุคคล โดยอาจศึกษาแนวทาง Personal Debtor Rehabilitation Program ของเกาหลีใต้ ที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ปรับแผนการชำระหนี้ผ่านกระบวนการศาล และอาจได้รับการยกเว้นหนี้ส่วนที่เหลือเมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
"มาตรการที่มีอยู่ตอนนี้มันก็มุ่งที่จะไปช่วยกลุ่มนี้อยู่แล้ว และกลุ่มที่เป็น NPL อยู่แล้วด้วย จริงๆ แล้วมาตรการที่มีอยู่มันใช้ได้อยู่ อาจจะต้องปรับเงื่อนไขปรับรายละเอียดที่มันเหมาะสมกับลักษณะของลูกหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะตัวความสามารถในการชำระหนี้ของเขา โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ กำลังดำเนินการปรับปรุงเงื่อนไขดังกล่าวอยู่” นายดนุชา ระบุ
เมื่อถูกถามว่ากังวลต่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนมากน้อยเพียงใด นายดนุชา ยอมรับว่า ขณะนี้ตัวเลขก็วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ว่าจริง ๆ ควรจะต้องเร่งดำเนินการให้ตัวพวกนี้ลดลง เพราะสิ่งสำคัญต้องสร้างฐานรายได้ให้สูงขึ้น เพื่อที่จะให้มีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้น







