thansettakij
thansettakij
เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

26 ส.ค. 69 | 04:42 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ส.ค. 69 | 04:42 น.

เศรษฐกิจไทย Q2/69 โต 1.9% แต่เครื่องยนต์วิ่งไม่พร้อมกัน ลงทุนเอกชนพุ่ง 13.4% ส่งออกโต 17.6% ขณะที่ผลิตโตแค่ 0.1% และบริโภคชะลอ โจทย์ใหญ่คือส่งต่อการเติบโตสู่รายได้ในประเทศ

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 เติบโต 1.9% แต่เป็นการขยายตัวที่ไม่สมดุล โดยมีเพียงการลงทุนภาคเอกชน (โต 13.4%) และการส่งออก (โต 17.6%) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
  • ภาคการผลิตขยายตัวเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส ซึ่งสวนทางกับการส่งออกที่เติบโตสูงอย่างชัดเจน
  • การบริโภคในประเทศชะลอตัวลงเหลือ 1.9% สะท้อนว่าครัวเรือนยังระมัดระวังการใช้จ่าย และผลบวกจากการเติบโตยังไม่กระจายสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 โต 1.9% ชะลอจากไตรมาสแรก ขณะที่การลงทุนเอกชนพุ่ง 13.4% สูงสุดรอบ 54 ไตรมาส ส่งออกโต 17.6% แต่การผลิตขยายตัวเพียง 0.1% และกำลังการผลิตลดเหลือ 57.47% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโต แต่แรงส่งระหว่างภาคส่วนยังไม่เท่ากัน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “โตเท่าไร” แต่คือเงินลงทุนและการส่งออกจะส่งต่อไปยังธุรกิจไทย การจ้างงาน และรายได้ครัวเรือนได้มากแค่ไหน

เศรษฐกิจไทยยังโต แต่ไม่ทั่วถึง สะท้อนความไม่สมดุล

Bnomic ธนาคาร กรุงเทพระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้า แต่ภาพการฟื้นตัวในไตรมาส 2/2569 สะท้อนความไม่สมดุลของเครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดย GDP ขยายตัว 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เศรษฐกิจหดตัว 0.2% 

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตช้าลง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าแรงส่งของเศรษฐกิจแต่ละภาคส่วนกำลังวิ่งด้วยความเร็วที่แตกต่างกันอย่างมาก

เครื่องยนต์ที่โดดเด่นที่สุดคือ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งขยายตัวถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกสินค้าเติบโต 17.6% จากแรงหนุนของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ภาคการผลิตโตแค่ 0.1% ส่วนการลงทุนภาครัฐยังหดตัว ภาพรวมจึงสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์บางตัวที่เร่งเครื่องแรง ขณะที่บางเครื่องยนต์ยังทำงานได้ไม่เต็มกำลัง

ลงทุนเอกชนพุ่ง 13.4% เครื่องยนต์เด่นสุดของไตรมาส

จุดแข็งของเศรษฐกิจไตรมาส 2 คือการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นถึง 16.6% สอดคล้องกับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีธุรกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นกลุ่มสำคัญ

แรงส่งจากการลงทุนทำให้สภาพัฒน์ปรับเพิ่มประมาณการการลงทุนภาคเอกชนปี 2569 จากเดิม 3.7% เป็น 9.6% 

นี่ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะการลงทุนในวันนี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจในอนาคตได้ แต่โจทย์สำคัญคือเงินลงทุนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงาน เพราะหากการลงทุนกระจุกตัวอยู่เพียงในเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผลประโยชน์ที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจในประเทศอาจยังไม่เต็มที่ 

ส่งออกโต 17.6% แต่นำเข้าพุ่ง 42.3%

อีกเครื่องยนต์ที่ยังเร่งตัวได้ดีคือภาคการส่งออก โดยการส่งออกสินค้าไตรมาส 2 ขยายตัว 17.6% โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้น 129% และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น 65.5%

อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เติบโตแรงมาพร้อมกับการนำเข้าที่พุ่งขึ้นถึง 42.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากไตรมาสก่อนที่ขาดดุลเพียง 0.3 พันล้านดอลลาร์

เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

แม้ตัวเลขขาดดุลการค้าจะดูเป็นแรงกดดัน แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเป็นข่าวร้ายทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการผลิต 

หากสินค้านำเข้าเหล่านี้ถูกนำไปใช้สร้างกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกในอนาคต ก็สามารถเปลี่ยนจากต้นทุนในวันนี้ให้กลายเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันข้างหน้าได้ 

ส่งออกโตแรง แต่โรงงานยังใช้กำลังการผลิตต่ำ

จุดที่น่าจับตาคือ แม้การส่งออกจะขยายตัวถึง 17.6% แต่ภาคการผลิตกลับขยายตัวเพียง 0.1% สวนทางกันอย่างชัดเจน

ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส สะท้อนว่าโรงงานจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้ใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ แม้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศบางกลุ่มจะขยายตัว

ภาพดังกล่าวสะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กระจายไปยังภาคการผลิตในประเทศอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่สินค้าเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

ครัวเรือนยังระวัง การบริโภคโตเพียง 1.9%

ในฝั่งเศรษฐกิจภายในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวจาก 3.3% ในไตรมาสแรก เหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 50.3 ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าครัวเรือนยังมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัว โดยปัจจัยด้านรายได้ ภาระหนี้ และความเชื่อมั่นยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

จึงเกิดภาพที่แตกต่างกันระหว่าง “เศรษฐกิจด้านบน” ซึ่งมีแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออก กับ “เศรษฐกิจฐานราก” ที่การใช้จ่ายยังฟื้นตัวอย่างจำกัด

ท่องเที่ยวฟื้น แต่ต้องดู “รายได้” ไม่ใช่แค่จำนวนคน

ภาคการท่องเที่ยวก็สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ไม่ได้วัดได้จากตัวเลขเดียว โดยไตรมาส 2 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.56 ล้านคน ลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับปรับตัวดีขึ้น

นั่นหมายความว่า จำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะการใช้จ่ายต่อหัว ระยะเวลาพำนัก และรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ล้วนมีผลต่อรายได้ที่กระจายเข้าสู่ธุรกิจไทย

โจทย์ใหญ่ปี 2569 คือเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้เป็น “รายได้ในประเทศ”

สภาพัฒน์คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5% โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดเติบโต 9.6% และการส่งออกสินค้า 15.1%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนจากภาคการลงทุนและการส่งออก แต่โจทย์สำคัญจากนี้คือการทำให้แรงส่งดังกล่าวเชื่อมโยงกลับมายังเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น

จากเงินลงทุนของต่างชาติ ต้องต่อยอดไปสู่ซัพพลายเออร์ไทย จากเครื่องจักรใหม่ต้องนำไปสู่ผลิตภาพที่สูงขึ้น จากการส่งออกต้องสร้างการจ้างงานและค่าจ้าง และท้ายที่สุดต้องเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นรายได้ของครัวเรือน

เพราะหากการลงทุนและการส่งออกสามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย แรงงาน และครัวเรือนได้มากขึ้น การเติบโตของ GDP ก็จะไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่จะกลายเป็นการฟื้นตัวที่ประชาชนและธุรกิจในประเทศสัมผัสได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น