
BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบ 31 ปี ตลาดจับตาเฟด-กนง.กำหนดทิศทางครึ่งปีหลัง
วิจัยกรุงศรีชี้ ไทยยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย แม้หลายประเทศเร่งคุมเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน จับตาเฟด-BOE หลัง BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1% ขณะที่ กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 1% ในการประชุม 24 มิ.ย. 2569
KEY
POINTS
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและเงินเยนที่อ่อนค่า
- ตลาดการเงินจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี
- คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยมีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. เนื่องจากเงินเฟ้อมาจากต้นทุนพลังงานชั่วคราวและเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ
วิจัยกรุงศรีมองเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงาน ส่งผลให้หลายประเทศเร่งใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศแข็งแกร่ง เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าสุทธิ และแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากต้นทุนพลังงานชั่วคราว ส่งผลให้ กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ท่ามกลางสัปดาห์สำคัญที่ธนาคารกลางทั่วโลกทยอยประกาศทิศทางนโยบายการเงิน
วิกฤตพลังงานกดดันเศรษฐกิจโลก ธนาคารกลางเร่งรับมือ
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาทิซทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางการทั่วโลก เนื่องจากช่วงระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกทยอยประชุมกำหนดนโยบายการเงิน ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
ล่าสุดวานนี้(16 มิ.ย.69) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 7 ต่อ 1 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและค่าเงินเยนที่อ่อนค่า
ในวันเดียวกัน ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 4.35% แต่ส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75%
วิจัยกรุงศรีระบุว่า เศรษฐกิจหลายประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานซี่งกดดันเงินเฟ้อ ภาระทางการคลัง และดุลบัญชีเดินสะพัด สำหรับบางประเทศที่ดำเนินนโยบายโดยขาดธรรมาภิบาล จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่น เงินทุนไหลออก และอัตราแลกเปลี่ยน บางประเทศจึงจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศมีบริบททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน
ไทยยังมีภูมิคุ้มกัน เงินทุนต่างชาติหนุนเสถียรภาพ
สำหรับไทย แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุล แต่นักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยตั้งแต่ต้นปี ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อย ด้านแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งที่จะถึง 24 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อช่วยประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งกดดันอุปสงค์ในประเทศมากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากด้านอุปทานเป็นสำคัญ
ทั้งนี้เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทย แม้ไหลออกในระยะสั้น โดยระหว่างวันที่ 1-12 มิถุนายน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 4,210 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 1.7 หมื่นล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ (ณ วันที่ 12 มิ.ย.) อ่อนค่าลงจากสิ้นเดือนก่อนเพียง 0.7%
“เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี พบว่า นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 2.5 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตร 3.9 หมื่นล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากสิ้นปีที่ผ่านมา 4%”
จับตา Fed ภายใต้ผู้นำใหม่ ตลาดรอสัญญาณดอกเบี้ยครึ่งปีหลัง
ความสนใจของนักลงทุนส่วนใหญ่พุ่งไปที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญมากกว่าคือมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี
ปัจจัยที่ทำให้การประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ มาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นแตะ 4.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงหลังการประชุม รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต
อังกฤษจับตาเงินเฟ้อพลังงาน กดดัน BOE ส่งสัญญาณเข้มงวด
ถัดมาในวันที่ 18 มิถุนายน ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะประกาศผลการประชุมนโยบายการเงิน โดยตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงติดตามสัญญาณจากคณะกรรมการนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก BoE อาจส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากราคาพลังงานยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงและส่งผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank) ธนาคารกลางนอร์เวย์ และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) มีกำหนดประชุมในสัปดาห์เดียวกัน โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75%, 4.25% และ 0% ตามลำดับ เพื่อรอประเมินผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยรับแรงกดดันค่าเงิน
ด้านประเทศในเอเชีย ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่ถูกจับตามอง หลังจากเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายฉุกเฉินเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่เผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออก โดยนักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่า BI อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 18 มิถุนายน ขณะที่อีกส่วนมองว่าธนาคารกลางอาจเลือกคงดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลของมาตรการก่อนหน้า
ส่วนธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% หลังจากเพิ่งขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับประเทศไทย ผลการประชุมของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกในสัปดาห์นี้อาจส่งผลโดยตรงต่อทิศทางค่าเงินบาท กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และการตัดสินใจเชิงนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะข้างหน้า ทำให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะอีกหนึ่งจุดสำคัญของตลาดการเงินไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดทุนระหว่างประเทศ







