
ค่าเงินบาทวันนี้ 15 มิ.ย.69 บาทแข็งค่า รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านส่อสันติภาพ
เงินบาทเปิดที่ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ารับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านเดินหน้าสันติภาพ ตลาดลดคาดการณ์ Fed ขึ้นดอกเบี้ย จับตาประชุม Fed, BOJ และ BOE ชี้ทิศทางค่าเงินโลกและเงินบาทสัปดาห์นี้
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าขึ้นที่ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
- ข่าวดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
- Krungthai GLOBAL MARKETS คาดการณ์ว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าทดสอบแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่ยังต้องจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอังกฤษในสัปดาห์นี้
เงินบาทเปิดสัปดาห์แข็งค่าขึ้นแตะ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขณะที่ Krungthai GLOBAL MARKETS มองเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าทดสอบ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่ยังต้องจับตาผลประชุม Fed, BOJ และ BOE อย่างใกล้ชิด
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.71 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดการเงินโลกตอบรับเชิงบวกต่อกระแสข่าวความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติความขัดแย้งและเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบ 32.56-32.78 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและการปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี
ตลาดลดคาดการณ์ Fed ขึ้นดอกเบี้ย
ความหวังต่อการคลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนทยอยปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในปีนี้ โดยความน่าจะเป็นที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยลดลงจากราว 80% เหลือประมาณ 60%
ขณะเดียวกัน รายงานเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ช่วยลดแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติมของ Fed ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
จับตาประชุม Fed ครั้งสำคัญ
สัปดาห์นี้ นักลงทุนทั่วโลกจับตาผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ โดยตลาดคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75%
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับการส่งสัญญาณทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ การปรับประมาณการเศรษฐกิจ และ Dot Plot ซึ่งจะสะท้อนมุมมองของ Fed ต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
BOJ และ BOE อีกปัจจัยกำหนดทิศทางตลาด
นอกจาก Fed แล้ว ตลาดยังรอผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% รวมถึงการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75%
การตัดสินใจของธนาคารกลางหลักเหล่านี้จะมีผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินสำคัญ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของปี
ส่งออกไทยยังได้แรงหนุนจาก AI
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ตลาดจะติดตามตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของไทยในเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและการลงทุนในโครงการ Data Center อาจส่งผลให้ไทยยังคงเผชิญภาวะขาดดุลการค้าต่อเนื่อง
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายมากขึ้น อาจมีโอกาสแข็งค่าต่อสู่โซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk หากข้อตกลงสันติภาพไม่เกิดขึ้นจริง หรือ Fed กลับมาส่งสัญญาณเข้มงวดด้านนโยบายการเงินอีกครั้ง ค่าเงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าทดสอบแนวต้านบริเวณ 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ Options เพื่อรับมือกับความผันผวนที่ยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับสัปดาห์นี้ ธนาคารกรุงไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทไว้ที่ 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์






