
ค่าเงินบาทวันนี้ 12 มิ.ย.69 เงินบาทเปิด 32.77 บาท แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน
เงินบาทเปิดเช้า 32.77 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นหลังดอลลาร์อ่อนและตลาดคลายกังวลตะวันออกกลาง กรุงไทยชี้เงินบาทยังเผชิญ Two-Way Risk จับตาผลประชุมเฟดและการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 12 มิ.ย. แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหนุนมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังตลาดคลายความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
- นักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในระหว่างวันไว้ที่ 32.65-32.95 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากวันก่อนหน้า หลังตลาดคลายกังวลความขัดแย้งตะวันออกกลางและลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หนุนดอลลาร์อ่อนค่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับลด ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวแรง นักกลยุทธ์กรุงไทยมองเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงสองทางจากสถานการณ์อิหร่าน พร้อมให้กรอบเคลื่อนไหว 32.65-32.95 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทแข็งค่าหลังตลาดคลายกังวลตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.95 บาทต่อดอลลาร์
ตลอดคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 32.84-32.99 บาทต่อดอลลาร์ โดยช่วงแรกเงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดวิตกต่อความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่ออิหร่าน
อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว หลังทรัมป์ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดกลับมาคาดหวังต่อความเป็นไปได้ของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ข้อมูล PPI สหรัฐฯ กดดันดอลลาร์อ่อนค่า
อีกปัจจัยสำคัญที่หนุนเงินบาท คือ รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน แม้ PPI ทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 6.5% แต่ Core PPI ขยายตัวเพียง 4.9% ต่ำกว่าที่ตลาดคาด
ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนลดความเชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยลดลงจากกว่า 100% เหลือราว 75% ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า พร้อมกับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลง
ตลาดหุ้นโลกกลับมาเปิดรับความเสี่ยง
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับมาเป็นบวก หลังความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวโดดเด่น
Micron พุ่งขึ้น 11.7% Intel เพิ่มขึ้น 9.3% และ Nvidia ปรับตัวขึ้น 2.2% ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดบวก 1.75% ขณะที่ Nasdaq ทะยานขึ้น 2.54%
ด้านตลาดยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับขึ้น 0.54% ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และพลังงาน แม้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25%
ทองคำพุ่ง บอนด์ยีลด์ลด
การลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และความหวังต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงสู่ระดับ 4.47%
ขณะที่ราคาทองคำฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยสัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนสิงหาคม 2569 ปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้เคยร่วงต่ำกว่า 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
จับตาเงินเฟ้อคาดการณ์-ผลประชุมเฟด
ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) รวมถึงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อระยะสั้นและระยะกลางของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED และ BOJ รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
กรุงไทยชี้เงินบาทยังเผชิญ Two-Way Risk
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงทั้งสองด้าน (Two-Way Risk) ตามพัฒนาการของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
หากการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกและมีความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เงินบาทอาจแข็งค่าทดสอบแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสลงสู่โซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ได้ในระยะถัดไป
แต่หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เงินบาทอาจอ่อนค่ากลับไปทดสอบแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และในกรณีเลวร้ายที่ความขัดแย้งกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง อาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าถึงระดับ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้
ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 32.65-32.95 บาทต่อดอลลาร์







