
ศึกตะวันออกกลางปะทุ หนุนดอลลาร์แข็ง กดทองคำร่วง บาทอ่อน
เงินบาทอ่อนค่าใกล้ 33 บาทต่อดอลลาร์ หลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง ดันดอลลาร์แข็ง ราคาน้ำมันพุ่ง ราคาทองคำถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์และคาดการณ์เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) และหนุนให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น
- ราคาทองคำปรับตัวลดลงสวนทางกับสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น
- เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเข้าใกล้ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และราคาทองคำที่ปรับตัวลง
ตลาดการเงินโลกกลับเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง เงินดอลลาร์แข็งค่า และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากกระแสคาดการณ์ว่า เฟดอาจกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ และตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงขายลดความเสี่ยง
เงินบาทอ่อนค่าตามดอลลาร์
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า แม้เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด แต่ทิศทางโดยรวมยังโน้มเอียงไปทางอ่อนค่า โดยได้รับแรงกดดันจากการปรับลดลงของราคาทองคำในตลาดโลกที่หลุดระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
รวมถึงแรงหนุนของเงินดอลลาร์จากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี หากแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
สอดคล้องกับมุมมองของนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคาร กรุงไทย ที่ระบุว่า เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสทดสอบระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย
หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง นักลงทุนลดถือครองสินทรัพย์เสี่ยง
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ จะออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ และช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงแรก แต่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันบรรยากาศการลงทุน
นักลงทุนจำนวนมากเลือกขายทำกำไรและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 1.62% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 1.98% นำโดยหุ้น Nvidia ที่ปรับตัวลดลงกว่า 3.7%
ด้านตลาดหุ้นยุโรปเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยดัชนี STOXX600 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ท่ามกลางการรอผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ทองคำถูกกดดันจากดอลลาร์แข็ง-บอนด์ยีลด์สูง
แม้ทองคำจะได้รับสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในรอบนี้ราคาทองคำกลับไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้มากนัก เนื่องจากถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ขยับขึ้นสู่ระดับ 4.57%
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) มองว่า ภาพรวมทางเทคนิคของทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มเชิงลบ หลังราคาปรับตัวหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน สะท้อนแรงกดดันในระยะกลาง แม้อาจมีแรงรีบาวด์ทางเทคนิคในระยะสั้นก็ตาม โดยประเมินแนวรับสำคัญบริเวณ 4,180 และ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่บริเวณ 4,510-4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำในระยะถัดไป
จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีเฟด
ปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตามในระยะสั้น ได้แก่ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รวมถึงผลการประชุม ECB และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และทิศทางตลาดการเงินโลกในช่วงที่เหลือของไตรมาสนี้
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,209 วันที่ 14 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569





