
เงินบาทแข็งหรืออ่อนวันนี้ 8 มิ.ย.69 บาทอ่อน 0.6% วันเดียว ต่างชาติเทขายหุ้น-บอนด์
เงินบาทอ่อนค่าแตะ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนปิดที่ 32.82 บาท รับแรงกดดันจากดอลลาร์แข็ง ความกังวลตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้น-บอนด์กว่า 1 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- เงินบาทอ่อนค่าลง 0.6% ในวันเดียว โดยแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์
- นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยรวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นแรงกดดันสำคัญ
- ปัจจัยภายนอกมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด และความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนปิดตลาดที่ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ ลดลงราว 0.6% จากวันก่อนหน้า ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์จากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลาง และแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยรวมกว่า 10,000 ล้านบาท
เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบกว่า 2 เดือน รับแรงหนุนดอลลาร์-ต่างชาติไหลออก
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดเปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ หรือคิดเป็นการอ่อนค่าประมาณ 0.6% โดยระหว่างวันเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงท้ายตลาด
ดอลลาร์แข็งค่ารับคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย
ปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินบาทมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังนักลงทุนปรับมุมมองต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยประเมินว่าเฟดอาจกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปีนี้เร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้
การเปลี่ยนแปลงมุมมองดังกล่าวเกิดขึ้นหลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความยืดหยุ่นและอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ผลที่ตามมาคือเงินดอลลาร์ได้รับแรงซื้อในวงกว้าง ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงเงินบาทเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าลงพร้อมกัน
ตะวันออกกลางตึงเครียด หนุนดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์คือความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทานพลังงาน
ในอีกด้านหนึ่ง ราคาทองคำกลับเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่สกุลเงินสหรัฐมากขึ้น
ต่างชาติขายหุ้น-บอนด์ไทยต่อเนื่อง
นอกจากปัจจัยต่างประเทศแล้ว เงินบาทยังถูกกดดันจากทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติที่ยังอยู่ในฝั่งไหลออก
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 3,498 ล้านบาท ขณะที่ตลาดพันธบัตรไทยมีสถานะ Net Outflows หรือเงินทุนไหลออกสุทธิอีก 6,536 ล้านบาท
การไหลออกของเงินทุนต่างชาติส่งผลให้ความต้องการถือครองเงินบาทลดลง และเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อทิศทางค่าเงินในระยะสั้น
ผู้ส่งออก-นำเข้าจับตาต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับค่าเฉลี่ย Indicative Forward Points ระยะ 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 50-200 ล้านบาทต่อปี ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. พบว่า
- ผู้ส่งออก (ขายดอลลาร์ล่วงหน้า) อยู่ที่ -26.11
- ผู้นำเข้า (ซื้อดอลลาร์ล่วงหน้า) อยู่ที่ -22.53
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนต้นทุนในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่ผู้ประกอบการยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินโลก
จับตาเงินบาทเคลื่อนไหว 32.70-33.00 บาท
สำหรับแนวโน้มในวันถัดไป นักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทไว้ที่ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
- ทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
- พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือนพฤษภาคมของจีน
- ยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ
ดอลลาร์แข็งค่า กดดันเงินบาท
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดการเงิน ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ประเมินว่า ค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-14 มิถุนายน 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปัจจุบันบริเวณ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางระยะสั้นยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่องตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่อาจคงจุดยืนเข้มงวดนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
จับตาความขัดแย้งตะวันออกกลาง
หนึ่งในปัจจัยที่ตลาดการเงินโลกให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงสกุลเงินเอเชียเผชิญแรงขายมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์
นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่หนุนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและผลกระทบต่อดุลการค้าในระยะต่อไป
สหรัฐเดินหน้ากำแพงภาษี
อีกประเด็นสำคัญที่ตลาดกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด คือความเคลื่อนไหวด้านนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เสนอแนวทางจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10-12.5% ภายใต้มาตรา 301 กับประเทศคู่ค้าประมาณ 60 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
แม้มาตรการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจะเปิดรับข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม และจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม แต่ประเด็นนี้ได้สร้างความกังวลต่อตลาดการเงินและภาคการส่งออกของหลายประเทศแล้ว
นักลงทุนจึงยังคงจับตาความคืบหน้าของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าโลก การส่งออกของไทย และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งของภาคแรงงาน โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ที่ 4.3%
ตัวเลขดังกล่าวออกมาดีกว่าที่ตลาดกังวล และสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความแข็งแกร่งเพียงพอ แม้อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในระยะสั้น
เมื่อโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมีเพิ่มขึ้น เงินดอลลาร์จึงได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงเงินบาทเผชิญแรงกดดันมากขึ้นตามไปด้วย
เงินบาทยังผันผวนสูง
ทีทีบีมองว่า ในระยะสั้นค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนตามทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ และพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นหลัก
นักลงทุนและผู้ประกอบการจึงควรติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความคืบหน้าของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญกำหนดทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของเดือนมิถุนายน







