thansettakij
thansettakij
อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ 8 มิ.ย.69 ดอลลาร์แข็ง กดบาทอ่อนค่าแรงแตะ 32.82 บาท

อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ 8 มิ.ย.69 ดอลลาร์แข็ง กดบาทอ่อนค่าแรงแตะ 32.82 บาท

08 มิ.ย. 69 | 06:57 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มิ.ย. 69 | 06:57 น.

เงินบาทเปิดที่ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าหนักหลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่ง หนุนตลาดคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง จับตาเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ชี้ทิศทางค่าเงินสัปดาห์นี้

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
  • การแข็งค่าของเงินดอลลาร์เป็นผลมาจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • ข้อมูลดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้
  • นักวิเคราะห์มองว่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวนสูง และมีโอกาสอ่อนค่าลงไปทดสอบแนวต้านที่ 33 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดสัปดาห์ที่ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.61 บาท หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งกว่าคาด หนุนตลาดเพิ่มน้ำหนักว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดการเงินโลก โดย Krungthai GLOBAL MARKETS มองเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงผันผวนสูง และมีโอกาสทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 33 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดสัปดาห์ด้วยแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ หลังค่าเงินเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนแรงซื้อเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 32.60-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญที่ 32.85 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

จ้างงานสหรัฐฯ แกร่ง หนุนตลาดเชื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินบาทมาจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้อยู่ในช่วงดอกเบี้ยสูง

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังคงสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและราคาพลังงาน ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)

ล่าสุด ตลาดให้น้ำหนักเกือบเต็มร้อยว่า FED จะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งภายในปีนี้ และเริ่มประเมินโอกาสราว 18% ที่อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเป็นครั้งที่สอง ส่งผลให้ทั้งดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ดอลลาร์แข็ง บอนด์ยีลด์พุ่ง กดทองคำร่วง

การปรับเพิ่มคาดการณ์ดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเผชิญแรงขาย โดยราคาทองคำโลกปรับตัวลดลงสู่ระดับประมาณ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่เงินดอลลาร์กลับมาได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก

ภาวะดังกล่าวกดดันสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท ให้เผชิญแรงอ่อนค่าต่อเนื่องในระยะสั้น

จับตา CPI สหรัฐฯ ตัวแปรชี้ทิศทางตลาด

สำหรับสัปดาห์นี้ นักลงทุนทั่วโลกจะจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะกำหนดมุมมองต่อนโยบายการเงินของ FED ในช่วงที่เหลือของปี

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รวมถึงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อจากผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อประเมินว่าแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูงเพียงใด

หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อการขึ้นดอกเบี้ย และหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทเพิ่มเติม

ECB และ BOJ อีกสองปัจจัยสำคัญของตลาดโลก

ด้านยุโรป นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เพื่อรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ส่วนญี่ปุ่น ตลาดยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสสูงถึง 89% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก รวมถึงค่าเงินบาท

เงินบาทยังเผชิญ Two-Way Risk

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk หรือสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางเงินเยนญี่ปุ่น

หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง หรือเกิดการแทรกแซงค่าเงินเยนจากทางการญี่ปุ่น เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าบางส่วนได้ โดยมีแนวรับแรกที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปบริเวณ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์

ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด และตลาดเพิ่มความเชื่อมั่นว่า FED จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ และอาจขยับไปสู่ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.40-33.15 บาท

ในเชิงเทคนิคัล ค่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า และจะยังไม่เปลี่ยนทิศทางจนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 32.40-33.15 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบระยะ 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก