thansettakij
thansettakij
BAM เปิด 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นช่วยลูกหนี้-ลดต้นทุน-เร่งกำไรระยะยาว

BAM เปิด 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นช่วยลูกหนี้-ลดต้นทุน-เร่งกำไรระยะยาว

27 พ.ค. 69 | 11:34 น.
อัปเดตล่าสุด :27 พ.ค. 69 | 11:35 น.

BAM เปิด 5 โปรเจกต์ใหญ่ ทั้งโครงการเริ่มต้นใหม่ E-Marketplace และ Heat Map เร่งระบายทรัพย์ ลดสำรองเหลือ 1,500 ล้านบาท ตั้งเป้ากำไรสุทธิ 2,000 ล้าน ตรียมกลับมาจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง

KEY

POINTS

  • BAM ปรับยุทธศาสตร์เป็น "โรงพยาบาลแก้หนี้" ใช้โมเดล "Cost Plus" ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ โดยตัดดอกเบี้ยค้างจ่ายและลดเงินต้นเพื่อให้สามารถชำระคืนได้
  • บริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน โดยลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ให้ต่ำกว่า 2 เท่า และตั้งเป้าลดต้นทุนเงินกู้ (Cost of Fund) ให้เหลือ 3%
  • ปรับกลยุทธ์การขายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) โดยตั้งราคาต่ำกว่าตลาด 15% ตามโมเดล "เต็นท์รถมือสอง" เพื่อเร่งการระบายทรัพย์สินให้เร็วขึ้น
  • เตรียมงบลงทุน 5,000-8,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) เพิ่มเติม รองรับการเติบโตและสร้างผลกำไรในระยะยาว

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจครั้งใหญ่ในปีที่ 29 ของการดำเนินงาน ผ่านโมเดล “Cost Plus” และแนวคิด “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่มุ่งฟื้นฟูลูกหนี้มากกว่าการยึดทรัพย์ พร้อมประกาศแผนเข้าซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) เพิ่มอีก 5,000-8,000 ล้านบาท รองรับโอกาสจากตลาดหนี้เสียที่ขยายตัว 

ลดหนี้องค์กร-ต้นทุนการเงินต่ำสุดในธุรกิจ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 BAM มีผลเรียกเก็บรวม 3,026 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 217 ล้านบาท โดยจุดเด่นสำคัญอยู่ที่การบริหารโครงสร้างทางการเงินของบริษัท

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

โดยสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) จากเดิมมากกว่า 2.7 เท่า เหลือต่ำกว่า 2 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในกลุ่มธุรกิจ AMC  

ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถลดต้นทุนเงินกู้ (Cost of Fund) จาก 3.56% เหลือประมาณ 3.2% และตั้งเป้าลดลงแตะ 3% ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสะท้อนวินัยทางการเงิน

ด้านการจัดเก็บหนี้พบว่า สัดส่วนรายได้หลักยังมาจาก NPL ราว 2,039 ล้านบาท โดยสัดส่วนการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 69% จากเดิมราว 50% สะท้อนแนวทางใหม่ที่เน้น “ช่วยลูกหนี้กลับมายืนได้” มากกว่าการบังคับคดี 

ปรับเกมขายทรัพย์ ตั้งราคาต่ำกว่าตลาด 15%

ในฝั่งบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPA) BAM ปรับแนวทางใหม่ภายใต้โมเดล “NPA Format” โดยตั้งราคาขายต่ำกว่าราคาตลาดเฉลี่ยประมาณ 15% ภายใต้แนวคิด “เต็นท์รถมือสอง” ที่ราคาต้องสะท้อนสภาพสินทรัพย์จริงและขายได้จริง โดยใช้หลัก Cost Plus Model หรือ “ต้นทุนบวกกำไรที่เหมาะสม” เพื่อรักษาระดับ Margin ประมาณ 20% แทนการตั้งราคาสูงเพื่อรอต่อรองแบบในอดีต

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการสร้างระบบนิเวศธุรกิจ AMC ผ่านการขายหนี้ต่อให้ AMC รายย่อย เพื่อเปลี่ยน “คู่แข่ง” ให้กลายเป็น “คู่ค้า” รวมถึงการร่วมมือกับภาครัฐ เช่น การทำ MOU กับกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานระดับล่างและข้าราชการรายได้น้อยเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาประหยัด เช่น โครงการแฟลตราคาประมาณ 82,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นราว 1,200 บาทต่อเดือน 

ผลการดำเนินงานและ 5 ยุทธศาสตร์สำคัญในอนาคตของ BAM

เปิด 5 โปรเจกต์ใหญ่ วางฐานเติบโตระยะยาว

BAM ยังเดินหน้า 5 โครงการหลักเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ประกอบด้วย 

1.TDR Format (โครงการเริ่มต้นใหม่กับ BAM) เน้นการปรับโครงสร้างหนี้ที่ยั่งยืนโดยใช้เกณฑ์ “Cost Plus” แทนการเรียกเก็บตามยอดหนี้เดิมที่รวมดอกเบี้ยค้างจ่ายจำนวนมาก โดยจะตัดดอกเบี้ยค้างจ่ายออกทั้งหมด และลดเงินต้นลงเพื่อให้ลูกหนี้สามารถจ่ายไหว 

 

เช่น หนี้ 10 ล้านที่เกิดจากดอกเบี้ยทบต้น อาจลดเหลือเพียงเงินต้น 1 ล้าน และลดออนท็อปให้อีกจนเหลือ 700,000 บาท ซึ่ง BAM ยังมีกำไรและลูกหนี้ได้เริ่มต้นใหม่ แต่จะต้องหนี้ NPL ที่เป็นมาไม่เกิน 3 ปี เพราะเป็นช่วงเวลาที่ยังมีโอกาสรักษาให้หายได้สูง 25-30% 

2.NPA Format (โมเดลเต็นท์รถมือสอง) ปรับวิธีขายทรัพย์จากการตั้งราคาเผื่อต่อ มาเป็นการตั้งราคาตลาดที่แท้จริง ซึ่งจะต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปประมาณ 15% โดยใช้หลักการคำนวณจากต้นทุน + ดอกเบี้ยเงินกู้ + ค่าดำเนินการ และบวกกำไร(Margin) ที่ยุติธรรมประมาณ 20% เพื่อให้ทรัพย์ระบายออกได้เร็วขึ้น  

3.Portfolio Optimization (การทำ Heat Map) จะแบ่งกลุ่มทรัพย์ตามระยะเวลาถือครองเป็น สีเขียว (ไม่เกิน 5 ปี), สีเหลือง (5-7 ปี) และสีแดง (มากกว่า 7 ปี) ซึ่งจะเร่งระบายทรัพย์ที่ถือครองนานเกิน 15 ปี เพื่อลดผลกระทบจากการต้องตั้งสำรอง ซึ่งปีที่ผ่านมา BAM ต้องตั้งสำรองสูงถึง 2,100 ล้านบาท ตั้งเป้าปีนี้จะลดการตั้งสำรองรวมให้เหลือไม่เกิน 1,500 ล้านบาท 

4.Process Improvement จะกำหนดระยะเวลามาตรฐาน (SLA) ในการทำงานทุกขั้นตอนบน “สายพาน” เช่น ต้องเจอหน้าลูกหนี้ภายในกี่วันหลังจากซื้อหนี้มา และต้องสรุปการปรับโครงสร้างหนี้งวดแรกให้ได้ภายในเวลากี่วัน และปรับปรุงระเบียบการทำงาน (SOP) ภายในที่บางส่วนใช้มาตั้งแต่ปี 2546 ให้เป็นปัจจุบันและรวดเร็วขึ้น 

5.E-Marketplace (แพลตฟอร์มอสังหาฯ มือสอง) สร้างตลาดออนไลน์เพื่อรับจ้างขาย NPA ของทั้ง BAM, บริษัทย่อย และพันธมิตรภายนอกบริการครบวงจร: ลิงก์ระบบเข้ากับผู้ให้สินเชื่อ (Lender) โดยตรง เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์สามารถยื่นกู้และทราบผลได้ทันทีในที่เดียว

BAM เปิด 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นช่วยลูกหนี้-ลดต้นทุน-เร่งกำไรระยะยาว

เตรียม “กระสุน” ซื้อหนี้เพิ่ม 8 พันล้าน

สำหรับแผนลงทุนปี 2569 BAM เตรียมงบซื้อหนี้เสียไว้ประมาณ 5,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างขออนุมัติเพิ่มอีก 3,000-4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับโอกาสซื้อหนี้จากทั้งธนาคารและ Non-bank ทำให้มีเม็ดเงินลงทุน 5,000-8,000 ล้านบาท จะสามารถสร้างมูลค่าสิทธิทางกฎหมายของหนี้ได้สูงถึง 30,000-40,000 ล้านบาท และเชื่อว่าปีนี้ จะเป็นจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาที่เหมาะสมมากกว่าปีก่อน

“เป้าหมายกำไรสุทธิปีนี้ BAM ยังคงตั้งเป้าไว้ที่ 2,000 ล้านบาท และเตรียมกลับมาจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง เริ่มชัดเจนตั้งแต่งวดปี 2569-2570 เป็นต้นไป”ดร.รักษ์กล่าวทิ้งท้าย

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฉบับที่ 4,204 วันที่ 28 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569