thansettakij
thansettakij
บาทอ่อนแตะ 32.62 รับแรงกดดันตะวันออกกลาง จับตาฟันด์โฟลว์-ข้อมูลศก.สหรัฐ

บาทอ่อนแตะ 32.62 รับแรงกดดันตะวันออกกลาง จับตาฟันด์โฟลว์-ข้อมูลศก.สหรัฐ

26 พ.ค. 69 | 11:05 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 11:06 น.

เงินบาทปิดที่ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ฯ อ่อนค่าตามสกุลเงินเอเชียจากแรงกังวลตะวันออกกลางและราคาน้ำมันพุ่ง ขณะที่ฟันด์โฟลว์ต่างชาติช่วยพยุงค่าเงิน จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน-สหรัฐ

KEY

POINTS

  • เงินบาทอ่อนค่าลงปิดตลาดที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยมีแรงกดดันหลักจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อค่าเงินของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรวมถึงไทย
  • อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทถูกจำกัดไว้บางส่วนจากกระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย
  • ปัจจัยที่ตลาดจับตาในระยะต่อไปคือทิศทางฟันด์โฟลว์ สถานการณ์ตะวันออกกลาง และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดเปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง และเข้าใกล้แนว 32.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามทิศทางเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

แรงกดดันสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกกลับมาอยู่ในโหมดระมัดระวังความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความกังวลดังกล่าวยังผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบต่อค่าเงินของประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน รวมถึงเงินบาท

น้ำมันพุ่ง กดดันสกุลเงินเอเชีย

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันมักส่งผลโดยตรงต่อดุลการค้าและต้นทุนการนำเข้าพลังงานของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง

สำหรับประเทศไทย การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันไม่เพียงเพิ่มต้นทุนภาคพลังงาน แต่ยังอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป ซึ่งทำให้ตลาดยังคงติดตามทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด

ในช่วงเช้า เงินบาทจึงเผชิญแรงขายตามทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค ก่อนจะทยอยลดช่วงอ่อนค่าลงในช่วงบ่าย

ฟันด์โฟลว์ต่างชาติช่วยพยุงตลาด

แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่สัญญาณฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติยังช่วยพยุงค่าเงินไว้ได้บางส่วน

ข้อมูลระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,533 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทยอีก 11,371 ล้านบาทในวันนี้ ซึ่งสะท้อนว่ายังมีแรงลงทุนไหลเข้าสินทรัพย์ไทย แม้ภาวะตลาดโลกจะยังมีความผันผวนสูง

แรงซื้อในตลาดพันธบัตรถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาท เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้มักช่วยหนุนความต้องการเงินบาทในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ทิศทางค่าเงินบาทในระยะนี้ยังมีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติเป็นหลัก

ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน-สหรัฐ

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 32.50-32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ ทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากจีนและสหรัฐฯ

ฝั่งจีน ตลาดจับตาตัวเลขกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน ซึ่งจะสะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและภาคการผลิตโลก ขณะที่ฝั่งสหรัฐ นักลงทุนรอติดตามตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด อาจเพิ่มโอกาสที่ดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์และกดดันค่าเงินในภูมิภาคต่อไป

ผู้ส่งออก-นำเข้าจับตา Forward Points

ด้านธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ข้อมูลจาก Bank of Thailand ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า ค่าเฉลี่ย Indicative Forward Points ระยะ 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 50-200 ล้านบาทต่อปี อยู่ที่ -26.20 สำหรับผู้ส่งออกที่ขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้า และ -22.70 สำหรับผู้นำเข้าที่ซื้อเงินดอลลาร์ล่วงหน้า

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนต้นทุนและทิศทางการป้องกันความเสี่ยงของภาคธุรกิจในช่วงที่ตลาดเงินยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอก ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางดอกเบี้ยโลก

ในระยะข้างหน้า ตลาดยังคงให้น้ำหนักกับความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะหากความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกมากขึ้น อาจทำให้ค่าเงินในเอเชียรวมถึงเงินบาทเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมได้อีกระลอก