thansettakij
thansettakij
AI เขย่าวงการแบงก์โลก HSBC จ่อปลดพนักงานกว่า 20,000 คน ลดต้นทุน

AI เขย่าวงการแบงก์โลก HSBC จ่อปลดพนักงานกว่า 20,000 คน ลดต้นทุน

20 พ.ค. 69 | 12:59 น.
อัปเดตล่าสุด :20 พ.ค. 69 | 13:05 น.

HSBC เตรียมปลดพนักงานกว่า 20,000 คน หลังเร่งใช้ AI และระบบอัตโนมัติในองค์กร ด้านซีอีโอชี้อุตสาหกรรมการเงินกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ ด้านบลูมเบิร์กคาดแบงก์ทั่วโลกเสี่ยงลดคนอีกกว่า 200,000 ตำแหน่งใน 5 ปี

อุตสาหกรรมการเงินทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ซึ่ง AI จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจธนาคารในอนาคต

HSBC เตรียมลดพนักงาน 10% เน้นสายงานสนับสนุนและพนักงานระดับกลาง

HSBC ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เตรียมปรับลดพนักงานครั้งใหญ่กว่า 20,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 10% ของพนักงานทั้งหมด ท่ามกลางการเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาปรับใช้ในองค์กร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

รายงานระบุว่า พนักงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มสายงานสนับสนุนและพนักงานระดับกลาง ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าโดยตรง โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ยุคดิจิทัลของธนาคาร

นายจอร์จ เอลเฮเดอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาในครั้งนี้จะเป็นการทดแทนพนักงานระดับกลางและพนักงานในส่วนสนับสนุนงานในสายงานต่างๆ

 

ซีอีโอชี้ AI จะเข้ามาแทนงานบางส่วน แต่สร้างตำแหน่งใหม่ในอนาคต

นายจอร์จกล่าวว่า AI จะเข้ามาทดแทนงานบางประเภทในอุตสาหกรรมการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดังกล่าวก็จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ขึ้นเช่นกัน

พนักงานควรเปิดรับการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่าต่อต้านการเปลี่ยนแปลง พร้อมร่วมมือกับธนาคารในการปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่

คำประกาศดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมนักลงทุนของธนาคารในวันที่ 20 พฤษภาคม หลังจากก่อนหน้านี้ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ได้เปิดเผยแผนลดตำแหน่งงานหลายพันตำแหน่งภายในปี 2573 เพื่อเร่งใช้ระบบอัตโนมัติและ AI ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ HSBC ได้แต่งตั้ง David Rice เป็นประธานเจ้าหน้าที่ด้าน AI คนแรกของธนาคาร เพื่อผลักดัน AI ให้เป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ผ่านการลดต้นทุนและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

บลูมเบิร์กคาด 5 ปีข้างหน้า พนักงานธนาคารทั่วโลกเสี่ยงถูกแทนที่กว่า 2 แสนตำแหน่ง

ด้าน Bloomberg Intelligence ประเมินว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า พนักงานในอุตสาหกรรมธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกอาจถูกลดตำแหน่งงานสะสมสูงถึง 200,000 ตำแหน่ง จากการเร่งใช้ AI และระบบอัตโนมัติทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลากหลายสายงาน

 

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประกาศเพิ่มเป้าหมายตัวชี้วัดกำไรสำคัญ โดยคาดว่าจะบรรลุได้ผ่านการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ และการขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่งซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

ในการอัปเดตกลยุทธ์ต่อนักลงทุน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด หรือ StanChart ระบุว่า ธนาคารจะสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ (ROTE) มากกว่า 15% ในปี 2571 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 จุดเปอร์เซ็นต์จากปี 2568 และจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับราว 18% ภายในปี 2573

ธนาคารซึ่งมีพนักงานในสายงานสนับสนุนหรือตำแหน่งงานหลังบ้านราว 51,000 คน ณ เดือนมิ.ย. 2568 ระบุว่าจะลดตำแหน่งงานในฝ่ายองค์กรมากกว่า 15% ภายในปี 2573 ซึ่งเท่ากับลดตำแหน่งงานมากกว่า 7,000 ตำแหน่ง จากพนักงานทั่วโลกทั้งหมดราว 80,000 คนของธนาคาร

นักลงทุนขานรับแผนลดต้นทุน หุ้น StanChart พุ่งสวนตลาดฮ่องกง

บิล วินเทอร์ส (Bill Winters) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ StanChart ระบุว่าการลดจำนวนพนักงานจะเกิดจากการนำระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ ขณะที่พนักงานบางส่วนจะได้รับการพัฒนาทักษะใหม่

“นี่ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นการแทนที่ทรัพยากรบุคคลที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าในบางกรณี ด้วยทุนทางการเงินและเงินลงทุนที่เรากำลังใส่เข้าไป” วินเทอร์สกล่าว

ข่าวนี้ส่งผลให้หุ้นธนาคารที่จดทะเบียนในฮ่องกง ปรับตัวขึ้น 2.3% ในช่วงเปิดตลาด สวนทางกับดัชนีฮั่งเส็งที่ทรงตัว

มาตรการล่าสุดสะท้อนความพยายามของ StanChart ในการต่อยอดจากการพลิกฟื้นธุรกิจที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังบดบังแนวโน้มของตลาดสำคัญบางแห่งของธนาคาร

ทั้งนี้ StanChart สนับสนุนเป้าหมายใหม่ด้วยการเดินหน้ามุ่งเน้นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง เช่น ลูกค้ารายย่อยกลุ่มมั่งคั่ง และสถาบันการเงินภายใต้ธุรกิจองค์กรและวาณิชธนกิจ

ในไตรมาสแรก ธนาคารรายงานรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและเม็ดเงินใหม่จากลูกค้าอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 17% โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ Wealth Solutions, Global Banking และ Global Markets

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า ธนาคารในเอเชียแปซิฟิกอาจจำเป็นต้องเพิ่มการกันสำรองหนี้สูญ หากความขัดแย้งในอิหร่านยืดเยื้อ เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง จะเพิ่มแรงกดดันต่อผู้กู้

สำหรับ StanChart ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในลอนดอนและมุ่งเน้นธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ภูมิภาคดังกล่าวยังคงเป็นทั้งปัจจัยเสี่ยงและแหล่งรายได้ของธนาคาร โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ธนาคารได้ตั้งสำรองความเสี่ยง 190 ล้านดอลลาร์ (6,175 ล้านบาท) ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง