thansettakij
thansettakij
แนวโน้มการใช้เทคโนโลยี AI พนักงานไทย ที่เต็มไปด้วยโอกาส

แนวโน้มการใช้เทคโนโลยี AI พนักงานไทย ที่เต็มไปด้วยโอกาส

การใช้ AI ในชีวิตประจำวัน กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พนักงานไทยเปิดรับการใช้เทคโนโลยี AI ในการทำงานมากขึ้น

KEY

POINTS

  • พนักงานไทยส่วนใหญ่ (95%) เปิดรับการใช้ AI ในที่ทำงาน โดยได้รับแรงผลักดันจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • องค์กรจำนวนมากยังขาดการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมทักษะ AI อย่างจริงจัง ทำให้เกิดช่องว่างด้านทักษะและความเสี่ยง "Shadow AI"
  • พนักงานให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของ AI โดยต้องการเครื่องมือที่ผ่านการรับรองและมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน

ผลสำรวจล่าสุดของ Salesforce ผู้นำด้าน AI CRM ระดับโลก พบว่า “การใช้ AI ในชีวิตประจำวัน” กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พนักงานไทยเปิดรับการใช้เทคโนโลยี AI ในการทำงานมากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคการทำงานร่วมกันระหว่าง “มนุษย์” และ “AI Agents” อย่างเต็มรูปแบบ

ผลสำรวจโดย YouGov ภายใต้การสนับสนุนของ Salesforce ครอบคลุมพนักงานสายความรู้กว่า 4,062 คนทั่วอาเซียน รวมถึงพนักงานไทย 1,002 คน เพื่อศึกษาทัศนคติและการใช้งาน AI ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน โดยข้อมูลสะท้อนอย่างชัดเจนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียง “เทรนด์เทคโนโลยี” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการทำงานยุคใหม่

95% AI ช่วยเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน

ข้อมูลระบุว่า พนักงานไทยเพียง 5% เท่านั้นที่มองว่า AI Agents จะไม่มีบทบาทต่อการทำงานในอนาคต ขณะที่ 95% เชื่อว่ารูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของ AI และปัจจุบันมีถึง 75% ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์หรือเริ่มใช้งาน Agentic AI แล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายองค์กรคาดการณ์ไว้

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือ “ความเชื่อมั่น” ของพนักงานไทยต่อ AI ไม่ได้เกิดจากนโยบายองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดย 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การใช้ AI ในชีวิตส่วนตัวช่วยเพิ่มความมั่นใจในการนำ AI มาใช้กับงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล การช่วยเขียน การวางแผนงาน หรือการสื่อสาร

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนจาก “เครื่องมือเฉพาะทาง” ไปสู่ “เครื่องมือพื้นฐาน” ที่ผู้คนคุ้นเคยเหมือนการใช้อินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนในอดีต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการทำงานและความคาดหวังของพนักงานในองค์กร

แนวโน้มการใช้ AI พนักงานไทย ที่เต็มไปด้วยโอกาส

องค์กรเดินหน้าฝึกอบรมด้าน AI Agents

อย่างไรก็ตาม แม้พนักงานไทยจะเปิดรับ AI มากขึ้น แต่สิ่งที่ยังเป็นโจทย์สำคัญ คือ “ช่องว่างด้านทักษะ” (AI Skills Gap) ที่กำลังกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว

ผลสำรวจพบว่า 39% ของพนักงานยังต้องการความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นในยุค AI ขณะที่การสนับสนุนจากองค์กรยังอยู่ในระดับจำกัด โดยมีเพียง 30% ที่ระบุว่าองค์กรมีการจัดฝึกอบรมด้าน AI Agents อย่างจริงจัง และเพียง 26% ที่บริษัทลงทุนในแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI ภายในองค์กร

นอกจากนี้ ยังมีเพียง 25% เท่านั้นที่ระบุว่าผู้บริหารหรือหัวหน้างานมีการแบ่งปันแนวทางการใช้งาน AI เพื่อเป็นต้นแบบให้พนักงาน ซึ่งสะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากยังอยู่ในช่วง “ทดลองใช้” มากกว่าการวางกลยุทธ์ AI อย่างจริงจัง

ช่องว่างดังกล่าวกำลังนำไปสู่ความเสี่ยงใหม่ที่เรียกว่า “Shadow AI” หรือการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับอนุมัติจากองค์กรมาใช้งานเอง ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะสั้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยข้อมูล การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ และปัญหาด้านการกำกับดูแลในระยะยาว

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญ คือการที่พนักงานยังขาดทักษะในการเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) และการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์จาก AI ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือการละเมิดข้อกำหนดด้านกฎหมายและ Compliance ขององค์กร

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนว่าพนักงานไทยให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใส” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของ AI อย่างมาก โดย 41% ต้องการให้สามารถตรวจสอบกระบวนการทำงานของ AI ได้ ขณะที่ 40% ให้ความสำคัญกับกรอบกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ขององค์กร

อีก 40% มองว่าการเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองจากองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน ซึ่งสะท้อนว่าในอนาคต “Governance” และ “Trust” จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ตัวเทคโนโลยีเอง