thansettakij
thansettakij
สงคราม AI สหรัฐฯ-จีน ศึกชิงอำนาจโลก พลิกดุลเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

สงคราม AI สหรัฐฯ-จีน ศึกชิงอำนาจโลก พลิกดุลเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

20 พ.ค. 69 | 04:08 น.
อัปเดตล่าสุด :20 พ.ค. 69 | 04:25 น.

ผลศึกษา Anthropic ชี้การแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังเป็นมากกว่าสงครามเทคโนโลยี แต่คือการต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตเศรษฐกิจ ความมั่นคง และระเบียบโลกใหม่ ผู้ชนะอาจกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางอารยธรรมมนุษย์ในยุค AI

KEY

POINTS

  • การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ได้ยกระดับเป็นการต่อสู้เชิงภูมิรัฐศาสตร์เพื่อกำหนดดุลอำนาจโลก ทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคง
  • สหรัฐฯ มีความได้เปรียบจากการควบคุมเทคโนโลยีชิปประมวลผลขั้นสูง และใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการเข้าถึงของจีนเพื่อรักษาระยะห่างทางเทคโนโลยี
  • จีนกำลังเร่งไล่ตามสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว แม้เผชิญข้อจำกัดด้านชิป โดยอาศัยการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและการเรียนรู้จากโมเดล AI ชั้นนำของคู่แข่ง

ผลการศึกษา “2028: Two Scenarios for Global AI Leadership” ของ Anthropic บริษัทพัฒนา AI จากสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปสู่การต่อสู้เพื่อกำหนดดุลอำนาจโลกในอนาคต

โดยช่วงปี 2026-2028 อาจเป็นหน้าต่างเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่า โลกยุคใหม่จะถูกขับเคลื่อนภายใต้โครงสร้างเทคโนโลยีที่ยึดโยงกับหลักประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน หรืออยู่ภายใต้โมเดลรัฐอำนาจนิยมที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์และเพิ่มศักยภาพในการควบคุมประชาชน

การแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการแย่งชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ทางธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความได้เปรียบด้านความมั่นคง การทหาร วิทยาศาสตร์ รวมถึงรูปแบบการปกครองของโลกในอนาคต

AI กำลังพัฒนาไปสู่ “ประเทศที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะ”

Anthropic ประเมินว่า AI กำลังพัฒนาไปสู่ระดับที่เรียกว่า “Country of Geniuses in a Data Center” หรือการมี “ประเทศที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะ” อยู่ภายในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นศักยภาพของ AI รุ่นใหม่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทแชตบอต หรือผู้ช่วยทำงานทั่วไป แต่สามารถคิด วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และตัดสินใจได้ในระดับใกล้เคียงหรือเหนือกว่าความสามารถของมนุษย์จำนวนมากรวมกัน

สงคราม AI สหรัฐฯ-จีน ศึกชิงอำนาจโลก พลิกดุลเศรษฐกิจ-ความมั่นคง หากเทคโนโลยีดังกล่าวพัฒนาไปถึงจุดนั้น AI จะกลายเป็นพลังระดับมหาศาลที่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ พลิกโฉมระบบสาธารณสุข เพิ่มขีดความสามารถด้านการทหาร และสร้างรูปแบบการแข่งขันด้านความมั่นคงระหว่างประเทศที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ชิป AI จุดชี้ขาดเกมมหาอำนาจโลก

รายงานระบุว่า หัวใจสำคัญของการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่โมเดล AI หรืออัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่คือ “Compute” หรือกำลังประมวลผลจากชิปขั้นสูงที่ใช้ฝึกและขับเคลื่อนระบบ AI ขนาดใหญ่

ปัจจุบัน สหรัฐฯ และพันธมิตรยังคงมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เนื่องจากบริษัทสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมชิป AI ของโลก ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA, AMD, TSMC, Samsung และ ASML ล้วนอยู่ในประเทศประชาธิปไตย หรือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐฯ

ความได้เปรียบดังกล่าว ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูง เพื่อจำกัดไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI ระดับแนวหน้า โดย Anthropic ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการชะลอความก้าวหน้าของจีน และช่วยให้สหรัฐฯ ยังรักษาระยะห่างด้านเทคโนโลยีไว้ได้ในระดับหนึ่ง

จีนเร่งไล่ตาม AI สหรัฐฯ แม้ถูกจำกัดการเข้าถึงชิป

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาชี้ว่า แม้จีนจะเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงชิปขั้นสูง แต่ศักยภาพด้าน AI ของจีนยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว และตามหลังสหรัฐฯ ไม่มากนัก

ปัจจัยสำคัญมาจากความพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการส่งออก การเข้าถึงกำลังประมวลผลจากต่างประเทศ รวมถึงการใช้แนวทางที่เรียกว่า “Distillation Attack”

แนวทางดังกล่าว คือการนำข้อมูล ผลลัพธ์ หรือพฤติกรรมการทำงานของโมเดล AI ชั้นนำมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาโมเดลของตนเอง ช่วยให้สามารถเรียนรู้จากความสำเร็จของคู่แข่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นลงทุนวิจัยทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ต้น

บริษัท AI ในสหรัฐฯ มองว่า พฤติกรรมลักษณะนี้เป็นการจารกรรมทางเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรม และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้จีนสามารถลดช่องว่างทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว

สงคราม AI สหรัฐฯ-จีน ศึกชิงอำนาจโลก พลิกดุลเศรษฐกิจ-ความมั่นคง AI เทคโนโลยี 2 ด้าน เปลี่ยนเศรษฐกิจ-สมรภูมิสงครามได้

Anthropic ระบุว่า AI ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Dual-Use Technology” หรือเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้ทั้งเชิงพาณิชย์และการทหาร

เทคโนโลยีเดียวกันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ อาจถูกนำไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ ค้นหาช่องโหว่ของระบบโดยอัตโนมัติ ควบคุมโดรนฝูง วิเคราะห์ข่าวกรอง หรือสนับสนุนระบบอาวุธอัตโนมัติ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่มี AI เหนือกว่า จึงไม่ได้เพียงได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แต่ยังอาจเปลี่ยนดุลอำนาจด้านความมั่นคงโลกได้อย่างรวดเร็ว เพราะ AI จะช่วยเพิ่มทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และขอบเขตของการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ในระดับที่มนุษย์ไม่สามารถแข่งขันได้

ความกังวลโลก หาก AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือรัฐอำนาจนิยม

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รายงานสะท้อน คือความกังวลต่อกรณีที่จีนอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำ AI โลก

Anthropic ระบุว่า รัฐบาลจีนมีประวัติการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมประชาชน เซ็นเซอร์ข้อมูล และสร้างระบบเฝ้าระวังขนาดใหญ่ โดยยกตัวอย่างการใช้ AI และระบบจดจำใบหน้าในซินเจียง ที่ถูกนำมาใช้ติดตามและควบคุมประชาชนในวงกว้าง

สงคราม AI สหรัฐฯ-จีน ศึกชิงอำนาจโลก พลิกดุลเศรษฐกิจ-ความมั่นคง รายงานมองว่า หาก AI ในอนาคตพัฒนาไปสู่ระดับที่มีศักยภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระบบเฝ้าระวังดังกล่าวอาจถูกยกระดับไปสู่รูปแบบที่รัฐสามารถควบคุมประชาชนได้อย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษย์

ปี 2028 โลกอาจมี 2 ฉากทัศน์ใหญ่

Anthropic ประเมินภาพอนาคตของโลกในปี 2028 ออกเป็น 2 ฉากทัศน์สำคัญ

ฉากทัศน์แรก คือกรณีที่สหรัฐฯ และพันธมิตรสามารถรักษาความได้เปรียบด้าน AI เอาไว้ได้ ผ่านการปิดช่องโหว่การส่งออกชิป ควบคุมการเข้าถึงกำลังประมวลผลขั้นสูง และป้องกันการนำองค์ความรู้จากโมเดล AI ชั้นนำไปใช้โดยคู่แข่ง

ในสถานการณ์ดังกล่าว AI ของสหรัฐฯ อาจนำหน้าจีนประมาณ 12-24 เดือน ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ทรงพลังที่สุดของโลก ถูกพัฒนาและใช้งานภายใต้ระบบที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ความปลอดภัย และสิทธิมนุษยชน

สหรัฐฯ จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ AI โลก พร้อมอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อีกฉากทัศน์ คือกรณีที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ จีนจะสามารถไล่ตาม AI ของสหรัฐฯ ได้แบบ “คอชนคอ” ผ่านการเข้าถึง Compute จากต่างประเทศ การลักลอบนำเข้าชิป และการใช้ AI ชั้นนำเป็นเครื่องมือเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จีนอาจใช้จุดแข็งด้านต้นทุน การสนับสนุนจากภาครัฐ และความสามารถในการขยายเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ผลักดัน AI ราคาถูกเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาและตลาดโลกตอนใต้ จนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI ของโลก

แม้ AI ของจีนอาจด้อยกว่าสหรัฐฯ เล็กน้อยในเชิงคุณภาพ แต่หากสามารถขยายการใช้งานได้รวดเร็วและครอบคลุมกว่า จีนอาจกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว

สงคราม AI สหรัฐ-จีน จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยี หรือการแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่คือการแข่งขันเพื่อกำหนดทิศทางของอารยธรรมมนุษย์ ว่า AI จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างโลกที่เปิดกว้าง ปลอดภัย และส่งเสริมนวัตกรรม หรือจะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐอำนาจนิยมในการควบคุมประชาชน ขยายอิทธิพล และเปลี่ยนสมดุลอำนาจโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน