
กนง.ห่วงเงินเฟ้อพุ่ง มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1% หั่นจีดีพีเหลือ 1.5%
เปิดรายงานกนง. หลังมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1% ห่วงเงินเฟ้อพุ่ง คาดทั้งปีอยู่ที่ 2.9% ท่ามกลางวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง หั่นเป้าจีดีพีปี 69 เหลือร้อยละ 1.5%
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ระบุที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงและบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือน พร้อมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลงอย่างมีนัยสำคัญ
สงครามฉุดเศรษฐกิจไทยชะลอตัว – หั่นจีดีพีปี 69
จากรายงานการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 24 และ 29 เมษายน 2569 คณะกรรมการฯ ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปีจะมีแรงส่งที่ดีจากการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกกลุ่มเทคโนโลยี โดยคาดการณ์เดิมอาจขยายตัวได้ถึงร้อยละ 2.3 แต่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นปัจจัยลบสำคัญ
ภายใต้กรณีฐานที่สงครามคลี่คลายในครึ่งแรกของปี 2569 กนง. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ลงเหลือร้อยละ 1.5 และปี 2570 ที่ร้อยละ 2.0 โดยมีสาเหตุหลักจาก
- ราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้น และมีแนวโน้มไม่กลับสู่ระดับเดิมเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน
- ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะลดลง 2.0 ล้านคน มาอยู่ที่ 33 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปที่มีต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น
- ค่าครองชีพพุ่ง การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ลดลง
เงินเฟ้อพุ่งจากปัจจัยอุปทาน แต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบ
กนง. คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 และอาจพุ่งสูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมาย (ร้อยละ 3.0) ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป สาเหตุสำคัญมาจากราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน รวมถึงผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้ราคาอาหารสดสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ มองว่าเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) และความเสี่ยงที่จะเกิดวัฏจักรการขึ้นค่าจ้างและราคาสินค้า (wage-price spiral) ยังมีจำกัดเนื่องจากโครงสร้างตลาดแรงงานไทยที่ยืดหยุ่น
ภาคธุรกิจเร่งปรับตัว – SMEs น่าห่วง
ผลกระทบจากสงครามเริ่มส่งผลต่อภาคธุรกิจตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูง เช่น สายการบิน และกลุ่มที่ขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น ปิโตรเคมี ภาคธุรกิจบางส่วนพยายามปรับตัวโดยการลดต้นทุนแรงงาน หาตลาดท่องเที่ยวใหม่ หรือชะลอการลงทุนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี กนง. แสดงความกังวลต่อกลุ่ม SMEs ที่มีความสามารถในการส่งผ่านราคาจำกัดท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแอ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากสงครามยืดเยื้อ
แนะนโยบายการคลังเน้นปรับโครงสร้างพลังงาน
ต่อข้อสอบถามเรื่องมาตรการทางการคลังวงเงิน 300,000 ล้านบาท ที่อาจมีเพิ่มเติม ฝ่ายเลขานุการฯ ประเมินว่าอาจช่วยกระตุ้นจีดีพีปี 2569 ได้ร้อยละ 0.5 - 0.7 แต่คณะกรรมการ กนง. ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรหลีกเลี่ยงมาตรการกระตุ้นการบริโภคแบบไม่เฉพาะเจาะจง และควรเน้นไปที่การปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00
ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 โดยเห็นว่าเป็นระดับที่เหมาะสมและยืดหยุ่นพอที่จะรองรับสถานการณ์ได้หลายฉากทัศน์ การขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้จะซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ขณะที่การลดดอกเบี้ยอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เงินเฟ้อคาดการณ์พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
กนง. ย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์สงคราม การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าต่อไป







