thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยเสี่ยงเจอแรงกดดัน MSCI รีบาลานซ์ จับตาน้ำมันแพงกดเงินเฟ้อ กูรูแนะหลบหุ้นแรง

หุ้นไทยเสี่ยงเจอแรงกดดัน MSCI รีบาลานซ์ จับตาน้ำมันแพงกดเงินเฟ้อ กูรูแนะหลบหุ้นแรง

12 พ.ค. 69 | 05:51 น.
อัปเดตล่าสุด :12 พ.ค. 69 | 07:10 น.

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ จับตาการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI คืนนี้ หลังตลาดหุ้นเอเชียหลายประเทศพุ่งแรง ขณะที่น้ำมันดิบยืนสูงใกล้ 100 ดอลลาร์ ดันเงินเฟ้อโลกเร่งตัวต่อเนื่อง ชูกลยุทธ์สลับเก็บหุ้นเปิดเมือง-ปันผลสูง

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI ซึ่งมีโอกาสถูกลดน้ำหนักการลงทุน หลังตลาดหุ้นคู่แข่งในภูมิภาคปรับตัวขึ้นแรงกว่า
  • ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในประเทศไทยเร่งตัวสูงขึ้น
  • นักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์ให้ขายทำกำไรหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง และหันไปทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเปิดเมือง (Re-opening) และหุ้นปันผลสูงแทน

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนโลกว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงตึงตัวและยืนอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ยืนเหนือระดับ 98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สาเหตุหลักมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวด้วยการปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงล่าสุดของอิหร่าน ทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงหยุดชะงัก แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ได้ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะจีนที่ดัชนีเงินเฟ้อภาคการผลิต (PPI) เดือน เม.ย. 2569 เร่งตัวขึ้นแรงสุดในรอบกว่า 4 ปี สู่ระดับ +2.8% จากปีก่อน (สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.8%) ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เพิ่มขึ้น +1.2% จากปีก่อน อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับดู "ชินชา" และมองข้ามความกังวลด้านสงครามและเงินเฟ้อ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในธีม AI

รวมถึงปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือ การเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 13-15 พ.ค. 2569 ซึ่งทำเนียบขาวได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทขนาดใหญ่ร่วมคณะไปด้วย อาทิ Elon Musk (Tesla), Tim Cook (Apple) และ Kelly Ortberg (Boeing)

เงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้นตามทิศทางโลก

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยนั้น ทางฝ่ายประเมินว่าเงินเฟ้อไทยกำลังเร่งตัวขึ้นตามทิศทางโลก โดยคาดการณ์ว่าหากดัชนี CPI เดือน พ.ค. ขยายตัว 1.0% จากเดือนก่อน และทรงตัวในช่วงที่เหลือของปี อาจส่งผลให้เงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้นไปยืนอยู่บริเวณ 3.6% - 4.1% (แต่หากไม่ขยายตัวเลยในช่วงที่เหลือของปี จะทรงตัวที่ 2.6% - 2.8%)

ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงทรงตัวอยู่บริเวณ 1.0% เพื่อรองรับความไม่แน่นอน ส่งผลให้เศรษฐกิจต้องฝากความหวังไว้กับนโยบายการคลังเพิ่มเติม โดยต้องจับตาการใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท, โครงการไทยช่วยไทยพลัส (คาดเข้า ครม. 19 พ.ค. 2569) และกองทุน TFFIF เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุควิกฤตพลังงาน

สะสมหุ้นกลุ่มเปิดเมือง

ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยเตือนว่า ตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) เริ่มเห็นสัญญาณพักฐาน จากเครื่องมือทางเทคนิคที่เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (RSI Overbought) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงลบ (Bearish Divergence) ซึ่งจากสถิติในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา หากเกิดสัญญาณนี้ ตลาดหุ้นโลกมักจะย่อตัวลงในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องระมัดระวังแรงกดดันจากการประกาศ Rebalance น้ำหนักดัชนี MSCI ในคืนนี้ (12 พ.ค.) โดยดัชนี SET มีโอกาสถูกลดน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ (+38%), ไต้หวัน (+30%) และจีน (+5%) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 66% ของดัชนี MSCI Emerging Market

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ใช้กลยุทธ์เดิมคือ "ขายทำกำไรหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง" และให้หันมาทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเปิดเมือง (Re-opening) ที่ราคาชะลอการลงและเตรียมฟื้นตัว ได้แก่ BDMS, BH, CENTEL, ERW, MINT, CPAXT, CPALL และ CBG รวมถึงหุ้นปันผลสูง ได้แก่ KTB, BBL และ KBANK โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ BBL, COM7 และ BDMS