thansettakij
thansettakij
เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

01 เม.ย. 69 | 11:53 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 11:53 น.

เปิดรายงานเวิลด์แบงก์ระบุ เศรษฐกิจไทยปี 2569 ฟื้นตัวแต่เสี่ยงสูงจากพลังงานแพง เงินทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน ธปท.ลดดอกเบี้ยแตะ 1% รับแรงกดดันรอบใหม่

รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Monthly Economic Monitor) ของธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) ประจำเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า  โมเมนตัมเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม ภาวะสินเชื่อตึงตัวและการลดภาระหนี้ของครัวเรือนยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่กดทับการขยายตัวในวงกว้าง 

ขณะที่แรงส่งจากภาคต่างประเทศยังคงเป็นหัวใจหลักของการเติบโต โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างโดดเด่นตามความต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงถึง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก 

อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวในประเทศยังไม่สอดคล้องกัน โดยภาคการผลิตยังเติบโตในระดับต่ำเพียง 1.5% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิตและการแข่งขัน ขณะที่ภาคการบริโภคได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการโอนเงินและการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ยังถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังตึงตัว  

เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

ด้านการลงทุน ภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนมากขึ้นในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 82.4% เมื่อเทียบปีต่อปี ถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาคบริการของไทย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในต่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อการเดินทางระยะไกล  

ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นการปรับลดต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การดำเนินนโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการผ่อนคลายเงื่อนไขทางการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว  

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะนี้กลับมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน การหยุดชะงักของการเดินทางและการขนส่ง และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนโลจิสติกส์และประกันภัย  

ประเทศไทยซึ่งมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิสูงถึง 7.9% ของ GDP จึงมีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยภาครัฐต้องเข้ามาดูแลราคาพลังงานผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การตรึงราคาดีเซลในระยะสั้น ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงประมาณ 700 ล้านบาทต่อวัน 

แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงข้อจำกัดของการใช้มาตรการอุดหนุนในระยะยาว 

ในด้านตลาดการเงิน ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ “Risk-off” นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดการเงินไทยเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก 

ค่าเงินบาทจึงปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยเป็นผลจากทั้งกระแสเงินทุนไหลออกและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยพลิกกลับมาเป็นไหลออกหลังจากไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า 

แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะสะท้อนถึงความผันผวนในระยะสั้น แต่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยกับสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินของไทยยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 

อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน หลังมีการเปิดสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศไทย โดยพิจารณานโยบายอุตสาหกรรมและการค้าของไทยในหลายมิติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกสำคัญในอนาคต 

แม้ในระยะสั้น ไทยอาจได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีบางรายการ แต่ความไม่แน่นอนในระยะยาวยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย  

ในด้านนโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพ ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณขยายตัว และระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 66% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% 

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการรักษาวินัยการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,187 วันที่ 29 มีนาคม - 1 เมษายน พ.ศ. 2569