
ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต
ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,188
KEY
POINTS
- ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการผลิตและขนส่ง ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่
- ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนพลังงานต่ำกว่า
- ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียฐานการผลิต เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่มีต้นทุนพลังงานที่น่าดึงดูดใจกว่า
ราคานํ้ามันที่พุ่งต่อเนื่องจนดีเซลทะลุเพดาน 33 บาทต่อลิตร และกำลังไต่ระดับเข้าใกล้ 40 บาท ไม่ใช่เพียง “แรงกดค่าครองชีพ” แต่กำลังกลายเป็นแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่สั่นคลอนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ต้นทุนพลังงานที่เร่งตัวกำลังส่งผ่านจากภาคการผลิตไปสู่ราคาสินค้าและบริการอย่างเป็นลูกโซ่ และบั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศอย่างเงียบๆ แต่รุนแรง
แม้ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2569 ยังอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาพรวมต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 15-30% ของต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย เผชิญแรงกดดันหนักกว่าคู่แข่งในอาเซียน ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งพึ่งพาดีเซลเป็นหลัก ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่า 15-20% ในช่วงเวลาอันสั้น
สัญญาณส่งผ่านต้นทุนเริ่มชัดเจน สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการทยอยปรับราคาแล้ว ทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารตามสั่งที่ขยับขึ้นจานละ 5-10 บาท ไข่ไก่และเนื้อสัตว์บางชนิดที่ปรับขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์และการขนส่ง รวมถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์และเครื่องดื่มที่ทยอยปรับขนาดหรือราคา ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์หลายรายเริ่มปรับค่าบริการเพิ่มขึ้น 5-15% ตามต้นทุนนํ้ามันที่พุ่งสูง
กระทรวงพาณิชย์พยายามสกัดแรงกระแทก ผ่านการตรึงราคาสินค้าควบคุม การขอความร่วมมือผู้ผลิตไม่ให้ปรับขึ้นราคา และการส่งทีมตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวด พร้อมขยายโครงการ “พาณิชย์ลดราคา” เพื่อลดภาระประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงการประคองปลายเหตุ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนที่ยังเร่งตัว
ภาพรวมทั้งหมดกำลังก่อตัวเป็น “Perfect Storm” ต่อเศรษฐกิจไทย ต้นทุนสูง เงินเฟ้อเสี่ยงฝังลึก และความสามารถแข่งขันที่ลดลง นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอ หรือ ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนพลังงานตํ่ากว่า และนโยบายจูงใจที่ชัดเจนกว่า ขณะที่ไทยยังคงติดอยู่กับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเร่งสู่พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลจะตรึงราคานํ้ามันได้นานแค่ไหน แต่คือ จะกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานหรือไม่ มาตรการอุ้มราคาผ่านกองทุนนํ้ามัน หรือ การลดภาษีสรรพสามิต อาจช่วยประคองสถานการณ์ระยะสั้น แต่แลกมาด้วยภาระการคลังและการบิดเบือนกลไกราคา หากยังไม่เร่งปรับโครงสร้างภาษีพลังงาน ลงทุนพลังงานทางเลือก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเทศไทยจะยิ่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นี่คือจุดตัดสินใจสำคัญของรัฐบาลใหม่ ระหว่าง “อุ้มเพื่อรอดวันนี้” กับ “ยกเครื่องเพื่อรอดวันหน้า” เพราะหากยังเลือกทางเดิม วิกฤตนํ้ามันแพงครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงแรงกดค่าครองชีพ แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฐานเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ อ่อนแรงลงอย่างยากจะฟื้นกลับ
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 - 4 เมษายน พ.ศ. 2569






