thansettakij
thansettakij
พลังงานแพง–โลจิสติกส์ป่วน เขย่าเศรษฐกิจไทย มาตรการรัฐไม่ตอบโจทย์สินค้าสุขภาพ

พลังงานแพง–โลจิสติกส์ป่วน เขย่าเศรษฐกิจไทย มาตรการรัฐไม่ตอบโจทย์สินค้าสุขภาพ

01 เม.ย. 69 | 06:54 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 07:59 น.

ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งขึ้น กำลังกระทบอุตสาหกรรมยาและสินค้าเพื่อสุขภาพ ขณะที่มาตรการรัฐยังไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มนี้ได้ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง

KEY

POINTS

  • ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริมที่เผชิญต้นทุนสูงและกำลังซื้อที่หดตัว
  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐถูกมองว่าไม่ตอบโจทย์กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ เนื่องจากผู้บริโภคนำเงินไปใช้กับสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันก่อน
  • ภาคเอกชนเสนอให้รัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น จัดการงบประมาณด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ และสร้างความชัดเจนทางนโยบาย แทนการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ให้ปรับตัวสูงขึ้น กำลังถูกจับตาว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริมที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่

นายพิษณุ แดงประเสริฐ รองประธานกรรมการบริหารสายงานการขายและการตลาด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรมเจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

นายพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานบริษัท (CEO) โรงงานเภสัชอุตสาหกรรมเจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ JSP ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อในช่วง 3 เดือนแรก ผลกระทบจะเกิดขึ้นแน่นอน ทั้งต่อยอดขายของภาคธุรกิจและต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยในมุมของนักธุรกิจ เขามองว่ายอดขายของหลายกิจการอาจลดลงราว 10-20% ในช่วง 3 เดือน ขณะที่ GDP ก็มีแนวโน้มถูกกดลงเช่นกัน แม้จะยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขชัดเจนได้

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีปัจจัยลบใหม่จากภาครัฐหรือไม่มีนโยบายที่สร้างความปั่นป่วนเพิ่มขึ้น ธุรกิจไทยยังพอมีเวลาปรับตัว และในระยะ 6 เดือน ระบบเศรษฐกิจน่าจะเริ่มหาทางรับมือได้มากขึ้น แม้จะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนที่สูงต่อเนื่องก็ตาม

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่สงครามหรือราคาน้ำมัน แต่คือเงินเฟ้อเพราะเมื่อสินค้าปรับขึ้นแล้วมักไม่ปรับลงง่าย ขณะที่รายได้ของประชาชนและค่าจ้างไม่สามารถขยับตามได้ทัน ส่งผลให้กำลังซื้อหดตัว และกระทบยอดขายต่อเนื่องในวงกว้าง

ในมุมของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นายพิษณุให้ความเห็นว่า มาตรการลักษณะนี้ไม่ใช่คำตอบของอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม เพราะเงินที่อัดฉีดลงไปจะหมุนไปยังสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันก่อน

ส่วนสินค้าเพื่อสุขภาพไม่ได้อยู่ในลำดับแรกของการตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคจะซื้อยาเมื่อป่วย และจะซื้ออาหารเสริมหรือสินค้าสุขภาพเมื่อเห็นว่าจำเป็นจริง ๆ ดังนั้นในมุมของเขา มาตรการนี้จึง “ไม่กระตุ้น” กำลังซื้อในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพอย่างที่หลายฝ่ายอาจคาดหวัง

นอกจากนี้ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การใช้งบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายปลายทาง ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจเผชิญอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ หรือปัญหาสาธารณสุขเชิงระบบ พร้อมระบุว่า หากรัฐจะใช้เม็ดเงินเพิ่มเติม ก็ควรลงไปในภาคส่วนที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของประชาชนก่อน เพราะเมื่อประชาชนยังมีเงินพอประคองชีวิตได้ เมื่อเจ็บป่วยก็จะกลับมาซื้อยาเอง

สำหรับมาตรการเสริมที่ต้องการเห็นจากภาครัฐ นายพิษณุเสนอให้รัฐทำในสิ่งที่เป็นโครงสร้างของระบบมากกว่า เช่น เคลียร์งบของ สปสช. และงบโรงพยาบาลให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดปัญหารัฐไม่มีเงินจ่ายโรงงานยา ไม่มีเงินซื้อยา หรือไม่มีเงินจ่ายบุคลากรทางการแพทย์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นฐานสำคัญของทั้งระบบสุขภาพและภาคการผลิตยาในประเทศ

นอกจากนั้น ยังมองว่าภาครัฐควรมีบทบาทในการส่งสัญญาณนโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ หากรัฐสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยอย่างจริงจัง จับผู้ประกอบการที่ทำผิด และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ทำถูก ก็จะช่วยสร้างตลาดและความเชื่อมั่นได้มากกว่าการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น

บางเรื่องรัฐไม่จำเป็นต้องใส่เงินเพิ่มมากนัก แค่ไม่สร้างอุปสรรค และทำให้กติกาชัดเจนก็ช่วยภาคเอกชนได้มากแล้ว

ในภาพรวม มุมมองของนายพิษณุสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังมีแรงกดดันชัดจากต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อแบบทั่วไปไม่ได้ส่งผลต่อสินค้าเพื่อสุขภาพ และหากภาครัฐต้องการประคองเศรษฐกิจจริง

สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่แค่การแจกเงินหรือกระตุ้นการจับจ่าย แต่เป็นการจัดการ “ต้นเหตุ” ของต้นทุน การทำให้งบด้านสาธารณสุขเดินได้ และสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนและปรับตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน