thansettakij
thansettakij
บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

01 เม.ย. 69 | 08:37 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 08:37 น.

บลจ.บัวหลวงชี้ ปี 2569 ตลาดผันผวนหนักจากสงครามตะวันออกกลาง ดันน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ กดดัน GDP ไทยเหลือ 1.7-1.9% แนะกลยุทธ์ “Triple R” ปรับพอร์ต รับมือความเสี่ยง คาด SET แกว่ง 1,280-1,580 จุด

BBLAM ประเมินตลาดปี 69 ผันผวนสูงจากสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติและหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ DELTA แต่ต้องจับตาความเสี่ยงยืดเยื้อของความขัดแย้งที่อาจฉุด GDP และตลาดทุนในระยะต่อไป 

นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ย 90-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.7-1.9% สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดอยู่ที่ 91-93 บาทต่อหุ้น

ด้านตลาดทุน BBLAM ประเมินดัชนี SET Index มีแนวต้านที่ระดับ 1,550-1,580 จุด โดยมีแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่คาดว่าจะไหลกลับเข้ามาและช่วยหนุนตลาดได้ราว 100 จุด อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกิน 3-4 เดือน มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับตัวลงสู่แนวรับสำคัญที่ 1,280 จุด 

บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

มุมมองการลงทุนยังให้น้ำหนักเชิงบวกกับหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันขาขึ้น รวมถึงกลุ่มธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และปิโตรเคมี ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
 

ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว BBLAM แนะนำกลยุทธ์ “Triple R” เพื่อบริหารพอร์ตลงทุน ประกอบด้วย

  • Reduce ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ โดยเฉพาะหุ้นตลาดเกิดใหม่และหุ้นเทคโนโลยี
  • Rotate ปรับพอร์ตเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงาน เช่น หุ้นพลังงาน รวมถึงตราสารหนี้ระยะสั้นและอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
  • Remain Diversified รักษาการกระจายความเสี่ยง โดยเพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมัน และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ 

ในส่วนแผนธุรกิจ BBLAM ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) เติบโต 9-10% แตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท หลังช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่ำกว่า 5% โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF ตั้งแต่ปี 2568 ทำให้ฐานลูกค้าลดลง ปัจจุบันมีเงินคงค้างใน LTF ประมาณ 25,000 ล้านบาท 

บริษัทเตรียมออกกองทุนรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในลักษณะ “ซีรีส์” ราว 5 กองทุน เพื่อใช้เป็นพอร์ตหลัก (Core Port) คาดว่าจะเริ่มเปิดตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากยื่นขออนุญาตกับสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว 

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าผสานธุรกิจกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล (BCAP) หลังเข้าถือหุ้นทั้งหมดตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 โดยแต่งตั้งทีมบริหารใหม่และคาดว่าจะโอนธุรกิจแล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง 

ขณะเดียวกัน BBLAM ยังคงยกระดับความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพในฐานะช่องทางจัดจำหน่ายหลัก พร้อมต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตรกว่า 16 ราย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในต่างประเทศ รองรับความต้องการกระจายความเสี่ยงของผู้ลงทุนในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 - 4 เมษายน พ.ศ. 2569