
เงินบาทผันผวนแรง จับตาสงครามตะวันออกกลาง ชี้ Two-Way Risk เสี่ยงทะลุ 34 บาท
เงินบาทผันผวนหนักจากตะวันออกกลาง เสี่ยงเคลื่อนไหวสองทาง 32.30-33.50 บาท จับตาน้ำมัน-ดอลลาร์-ฟันด์โฟลว์ แนะใช้ Options บริหารความเสี่ยง
ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางผันผวนสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในระยะนี้
โดยในช่วงเช้าวันนี้ เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.64-32.66 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดก่อนหน้าที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ก่อนหน้านี้เงินบาทเพิ่งอ่อนค่าทำจุดอ่อนสุดในรอบ 10 เดือนที่ 33.06 บาท ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะนี้มีความผันผวนสูง โดยได้รับแรงกระทบจากทั้งปัจจัยภายนอกและกระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้ค่าเงินมีโอกาสกลับไปอ่อนค่าได้อีก
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากแรงคลายกังวลชั่วคราวของตลาด หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงอยู่สูง เนื่องจากฝั่งอิหร่านออกมาปฏิเสธข่าวการเจรจา
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะผันผวน โดยค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงชั่วคราว ขณะที่ราคาทองคำสามารถรีบาวด์กลับขึ้นสู่ระดับ 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังปรับตัวลงแรงในช่วงก่อนหน้า
ในฝั่งตลาดทุน บรรยากาศการลงทุนเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) มากขึ้นในระยะสั้น โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวขึ้นจากความหวังว่าความขัดแย้งอาจคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงสูง เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า แนวโน้มเงินบาทในระยะนี้มีลักษณะ “Two-Way Risk” หรือสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ
ในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายและมีความคืบหน้าในการเจรจา อาจเห็นราคาน้ำมันปรับลดลง เงินดอลลาร์อ่อนค่า และหนุนให้เงินบาทแข็งค่าทดสอบระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์
แต่ในทางกลับกัน หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาพลังงานอาจพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่า และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 2
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะธุรกรรมการจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท อาจเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาท
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวระยะสั้น ประเมินเงินบาทอยู่ที่ 32.30-32.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและทองคำ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของประเทศหลัก
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงแบบ Scenario Analysis และพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Options เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง






