thansettakij
thansettakij
สูตรลงทุนฝ่าไฟสงคราม แนะกระจายพอร์ตลงทุน เน้นถือเงินสด-ทองคำ

สูตรลงทุนฝ่าไฟสงคราม แนะกระจายพอร์ตลงทุน เน้นถือเงินสด-ทองคำ

13 มี.ค. 2569 | 07:13 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 2569 | 07:13 น.

โบรกเกอร์ชี้ หุ้นไทยยังผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง แนะกระจายพอร์ต เน้นเงินสด ทองคำ และหุ้น Domestic Play รอจังหวะซื้อเมื่ออ่อนตัว ขณะราคาน้ำมันและทิศทางดอกเบี้ยโลกยังเป็นตัวแปรสำคัญ

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ส่งผลให้นักวิเคราะห์การลงทุนแนะนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยและชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง   

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากผลของราคาน้ำมันดิบที่อาจยืนสูงต่อไปอีกระยะ แม้จะเริ่มเห็นความพยายามระบายน้ำมันสำรองจากประเทศขนาดใหญ่และองค์การพลังงานสากลแล้วก็ตาม

ตลาดยังตีความว่า การเร่งระบายน้ำมันดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกคลี่คลายอย่างแท้จริง

ภายใต้ภาพดังกล่าว ยูโอบี เคย์เฮียน มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง จึงแนะนำกลยุทธ์ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นที่พึ่งพารายได้ในประเทศเป็นหลัก โดยประเมินกรอบดัชนี SET Index ระยะสั้นมีแนวรับที่ 1,350 จุด และแนวต้านที่ 1,450 จุด พร้อมแนะนำให้ถือเงินสด 50% และหุ้น 50%  

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

สำหรับกลุ่มหุ้นที่มองว่ามีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันต่ำกว่า ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CRC และ HMPRO กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่พึ่งรายได้ในประเทศเป็นหลัก เช่น NSL และ TACC รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP อย่าง GULF, EGCO และ RATCH ตลอดจนหุ้นท่องเที่ยวบางตัวอย่าง AOT และ SPA ที่มีสัดส่วนรายได้จากตะวันออกกลางไม่สูงมากนัก 

ด้านนายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มเข้าใกล้จุดสมดุลของแรงขาย และมีโอกาสเห็นแรงรีบาวด์ได้ หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ

สูตรลงทุนฝ่าไฟสงคราม แนะกระจายพอร์ตลงทุน เน้นถือเงินสด-ทองคำ

ทั้งนี้ ประเมินแนวต้านดัชนีไว้ที่ 1,420-1,430 จุด ซึ่งหากผ่านได้พร้อมวอลุ่มสนับสนุน อาจเป็นจุดเปลี่ยนแนวโน้มระยะสั้น ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,380 จุด และหากหลุดมีโอกาสถอยลงไปแถว 1,340 จุด 

อย่างไรก็ตาม บัวหลวงมองว่า แม้ราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยงด้านขาขึ้น แต่หากระดับความรุนแรงของสงครามเริ่มลดลง และมีมาตรการเฉพาะหน้าจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคน้ำมัน เช่น การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ หรือการผ่อนคลายข้อจำกัดน้ำมันจากบางประเทศ

ตลาดหุ้นไทยอาจเริ่มฟื้นตัวได้ ประกอบกับหากไทยจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและเปิดทางให้รัฐใช้นโยบายบรรเทาผลกระทบต้นทุนพลังงานได้เร็วขึ้น 

ส่วนนางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS)กล่าวว่า ในช่วงที่สถานการณ์สงครามยังไม่แน่นอน นักลงทุนควรปรับสัดส่วนการลงทุน โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำประมาณ 15-20% ของพอร์ต และควรทยอยสะสมเป็นจังหวะ ไม่ควรเข้าซื้อในครั้งเดียว  

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS)

ขณะเดียวกัน แนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นและใช้กลยุทธ์ “Wait and See” โดยถือหุ้นรวมกันไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุน จนกว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะมีความชัดเจนมากขึ้น 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้น ควรเลือกกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่ำ หรือที่เรียกว่า “หุ้นหลบภัย” โดยเน้นกลุ่ม Domestic Play และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง (Yield Play) เช่น TRUE, ADVANC, TISCO, BBL, KBANK และ BEM ซึ่งมีฐานรายได้ในประเทศและมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจโลก 

ในภาพรวม บริษัทประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,325-1,475 จุด โดยความผันผวนของตลาดจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ 

ในส่วนของการลงทุนทองคำ มองว่า ระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมอยู่ในช่วง 4,800-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากในระยะยาวทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มลดการถือครองเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ 

“ทองคำยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชิงลบกับสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้มักปรับตัวสวนทางกับตลาดหุ้นในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน” 

ขณะเดียวกัน หากต้องการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ แนะนำให้เน้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ประเทศไทย ส่วนอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยและโรงแรม ควรเน้นโครงการระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงในทำเลศักยภาพ เช่น กรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ต รวมถึงโครงการที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสุขภาพ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดโลก 

ทั้งนี้ นักลงทุนยังควรติดตามมาตรการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ที่เปิดให้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้สูงสุด 100% ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2569  

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีโอกาสยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อโลก หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ธนาคารกลางสำคัญของโลกอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและกระแสเงินทุนทั่วโลก  

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาปัจจัยสำคัญในช่วงเดือนมีนาคม ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) วันที่ 17–18 มีนาคม ซึ่งเครื่องมือ FedWatch บ่งชี้ว่ามีโอกาสสูงถึง 99.4% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม รวมถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย  

ขณะที่นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG)กล่าวว่า  ราคาทองคำในระยะสั้นยังมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideway แม้จะสามารถทำระดับสูงสุดใหม่ของสัปดาห์ที่ 5,239 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่ยังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านสำคัญที่ 5,206 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ 

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG)

แนวต้านสำคัญของราคาทองคำอยู่ในช่วง 5,206-5,239 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 5,091 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,996 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ 

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองระยะยาว ราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านในกรอบ 5,337-5,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ เป้าหมายราคาทองคำในปีนี้อาจขึ้นไปแตะระดับ 5,973–6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

แม้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านจะส่งผลให้เกิดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ราคาทองคำยังไม่ปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นได้กระตุ้นความกังวลด้านเงินเฟ้อ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ  

“นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นเพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคา และรอให้สถานการณ์คลี่คลายก่อนประเมินทิศทางการลงทุนระยะยาวอีกครั้ง”นางพวรรณ์กล่าวทิ้งท้าย

 

หน้า 1  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,183 วันที่ 15 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2569