
ต่างชาติเทขายหุ้นเอเชียทุบสถิติ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ รับสงครามตะวันออกกลางกดดัน
เม็ดเงินต่างชาติไหลออกตลาดหุ้นเอเชียรุนแรงสุดในรอบกว่า 20 ปี สะท้อนภาวะ Risk-off จากความกังวลสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันพุ่ง กดดันตลาดหุ้นภูมิภาค โบรกแนะปรับพอร์ตสู่หุ้นปันผลสูง หุ้น Value และหุ้นพลังงานที่มีแนวโน้มแข็งแรงกว่าตลาด
KEY
POINTS
- นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นเอเชียในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นมูลค่าสุทธิสูงถึง 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2000
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-off และลดความเสี่ยงในการลงทุน
- แรงเทขายกระจุกตัวในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะไต้หวันและเกาหลีใต้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายสุทธิ 424 ล้านดอลลาร์
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเข้าสู่ภาวะ Risk-off ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคอย่างรุนแรง
โดยมียอดขายสุทธิรวมสูงถึง 12,412 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2000 แรงเทขายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไต้หวัน มียอดขายสุทธิ 8,892 ล้านดอลลาร์ และ เกาหลีใต้ มียอดขายสุทธิ 3,212 ล้านดอลลาร์
ส่วนตลาดหุ้นหลัก 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ หรือ TIP นั้น พบว่า กระแสเงินลงทุนพลิกกลับมาเป็นไหลออกเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์
ซึ่งได้รับแรงกดดันจากแรงขายในตลาดหุ้นไทย (424 ล้านดอลลาร์) และฟิลิปปินส์ (16 ล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังคงมีแรงซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ที่ระดับ 131 ล้านดอลลาร์
เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน แรงขายที่เข้ามาในสองสัปดาห์ล่าสุด ส่งผลให้ยอดรวมเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ในภูมิภาคพลิกเป็นสถานะขายสุทธิที่ระดับ 14,165 ล้านดอลลาร์
โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้เป็นเป้าหมายของการถูกขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติด้วยยอดขายสะสมสูงถึง 16,459 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยอินโดนีเซีย (436 ล้านดอลลาร์) ส่วนตลาดหุ้นไทย ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ยังคงมียอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 1,460 ล้านดอลลาร์, 917 ล้านดอลลาร์ และ 354 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า แรงขายได้กระจายตัวในหลายอุตสาหกรรมและหลายตลาด สะท้อนการลดความเสี่ยงของนักลงทุนในวงกว้าง
ขณะเดียวกันทางฝ่ายยังพบแรงซื้อสะสมในบางกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไต้หวัน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มสื่อสาร สะท้อนถึงการหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และหุ้นที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคงในช่วงตลาดผันผวนในระยะสั้น
ประเมินว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันกระแสเงินทุนในภูมิภาค โดยมีแนวโน้มทำให้การปรับพอร์ตลดความเสี่ยง (De-risking) ของนักลงทุนต่างชาติยังคงดำเนินต่อไป จนกว่าความกังวลเกี่ยวกับสงครามและผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกจะเริ่มคลี่คลาย
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันในทิศทางเดียวกับภูมิภาค อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มพลังงานจะเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งกว่าตลาดและสามารถยืนระยะได้ดีกว่ากลุ่มอื่น จากปัจจัยหนุนด้านราคาน้ำมัน
แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังคงครุกรุ่น และพร้อมลาก Upside risks ของราคาน้ำมันดิบขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องติดตามประเด็นที่จะช่วยให้พัฒนาการตลาดหุ้น(ไทย) ค่อยๆ ดีขึ้นได้
ยกตัวอย่าง เช่น ข่าวล่าสุดการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, ระดับความรุนแรงของการโจมตี ลดลง, จำกัดวง เป็นต้น แนะติดตามการรีบาวด์ของหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้ำมัน คาดว่าจะเริ่มเห็นจุดสมดุลของราคาขาลง และ เริ่มตั้งต้นเล่นรีบาวด์ได้ระยะสั้น
“ด้านต้นทุนพลังงานในประเทศ หากราคาน้ำมันดิบขึ้นลงในกรอบที่พอคุมได้, การขึ้นไม่ได้ลากยาวออกไปนานเกิน 3 เดือน คาดว่าจะไม่ได้กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากนัก เพราะต้นทุนเหล่านี้ในความเป็นจริงยังมีมาตรการรองรับภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง เช่น การใช้เงินกองทุนน้ำมัน, ให้ กฟผ.ช่วยแบกต้นทุนค่าไฟ เป็นต้น”
ย่อสะสม หุ้นปันผลสูง
สำหรับกลยุทธ์ช่วงนี้ แนะนำสะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และเพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร และแนะปรับหน้าหุ้นให้เป็นปัจจุบัน เช่น หันมาเก็บหุ้น Valued, หุ้น Local play ที่หลบจากแรงขาย นักลงทุนต่างชาติ และ กองทุนฯ เป็นหุ้นในประเทศที่รองรับความผันผวนด้านต้นทุนพลังงานได้
อย่างไรก็ตาม การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ (14 มี.ค.69) ความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้มองว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวก (Catalyst) ที่เข้ามาช่วยพยุงดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ได้ในระยะอันสั้นนี้

