
สงครามกดดันหุ้นไทยผันผวนหนัก ตลาดหลักทรัพย์มั่นใจ Circuit Breaker คุมได้
ผู้จัดการ ตลท.ชี้สงครามตะวันออกกลาง กดดันหุ้นไทยผันผวนหนัก มั่นใจเครื่องมือควบคุมตลาด อย่าง Circuit Breaker รองรับสถานการณ์ได้ นักลงทุนต้องติดตามราคาน้ำมัน ค่าเงิน และปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด
KEY
POINTS
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกดดันตลาดการเงินโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง โดยราคาน้ำมัน ค่าเงินดอลลาร์ และเงินทุนเคลื่อนย้ายเป็นตัวแปรสำคัญ
ตลาดหลักทรัพย์ยืนยันว่าเครื่องมือกำกับดูแล เช่น Circuit Breaker, Ceiling–Floor, Dynamic Price Band และ Auto Pause ยังเพียงพอรองรับความผันผวนของตลาด
การจัดตั้งรัฐบาล ความชัดเจนงบประมาณ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยสร้างความเชื่อมั่นและรักษาเสถียรภาพตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไป
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนสำคัญต่อระบบการเงินโลก อีกทั้งยังส่งแรงกระแทกมาถึงตลาดหุ้นไทย ทำให้บรรยากาศการลงทุนในเดือนมีนาคมเผชิญความผันผวนสูงกว่าปกติ
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เปิดมุมมองต่อ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า แม้แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกจะรุนแรง แต่โครงสร้างการกำกับดูแลตลาดและเครื่องมือควบคุมความผันผวนยังทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงเป็น “เสาหลัก” ที่จะช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้
ทั้งนี้ เมื่อเกิดแรงขายรุนแรงจากความกังวลสงคราม เครื่องมือควบคุมความผันผวนของตลาดได้แสดงบทบาทสำคัญอย่างชัดเจน เช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถือเป็นตัวอย่างสำคัญ เมื่อดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึง 8% ในช่วงเช้า ส่งผลให้ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker หยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ก่อนที่ตลาดจะกลับมาเปิดทำการและปิดที่ระดับลดลงประมาณ 5%
“กลไกดังกล่าวทำหน้าที่เสมือน “ปุ่มหยุดชั่วคราว” ของตลาด เปิดโอกาสให้นักลงทุนตั้งหลัก ทบทวนข้อมูล และลดแรงขายจากภาวะตื่นตระหนก”
นอกจาก Circuit Breaker แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังมีมาตรการอื่นรองรับความผันผวน เช่น Ceiling–Floor กำหนดกรอบการปรับตัวของราคา Dynamic Price Band จำกัดการเคลื่อนไหวระยะสั้นของราคา และ Auto Pause หยุดการซื้อขายชั่วคราวรายหลักทรัพย์
เครื่องมือเหล่านี้ถือเป็นมาตรฐานเดียวกับตลาดทุนชั้นนำทั่วโลก และยังเพียงพอในการรองรับความผันผวนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ก็พร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมทันที
หนึ่งในโจทย์สำคัญที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ คือ ความอ่อนไหวของดัชนีต่อราคาพลังงาน เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนขนาดใหญ่ในตลาด เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกให้พุ่งขึ้น จึงส่งผลโดยตรงต่อทิศทางดัชนี
หากราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนจะเกิดขึ้นสองด้าน ได้แก่ กลุ่มพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้อานิสงส์จากราคาขายที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมและการผลิต ต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างมาก โดยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวราว 50% ของการนำเข้าทั้งหมด และนำเข้า ก๊าซ LNG ประมาณ 10–20% หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายไปยังต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้านำเข้า ที่สุดจะทำให้เงินเฟ้อในประเทศ
ขณะเดียวกัน ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายได้หรือหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ
แม้สถานการณ์สงครามจะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังมีสัญญาณบวกในเชิงเปรียบเทียบ ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดัชนี SET ปรับตัวลดลงประมาณ 10.5% แต่หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทน บวกประมาณ 8.5% และยังคงติดอันดับ 3 ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภูมิภาค
ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยรักษาเสถียรภาพได้ คือ ความแข็งแกร่งของปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนและการมีทีมเศรษฐกิจที่ได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ
ความชัดเจนของการผ่านงบประมาณและการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ และภาคเอกชนเริ่มบริหารต้นทุนและปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือความไม่แน่นอน ขณะที่ความเสี่ยงต่อภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากประเทศไทยผ่านช่วง High Season ไปแล้ว
นายอัสสเดชกล่าวว่า ภาวะที่เกิดขึ้นปัจจุบัน สะท้อนการปรับฐานจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ด้วยระบบกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสากล และปัจจัยภายในประเทศที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวจากนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณภาครัฐ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสรักษาเสถียรภาพได้ หากสถานการณ์สงครามไม่ขยายวงกว้างจนกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
สำหรับนักลงทุน ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ ได้แก่ ทิศทาง ราคาน้ำมันโลก การเคลื่อนไหวของ ค่าเงินดอลลาร์ ท่าทีทางการทูตของ มหาอำนาจโลก เพราะทั้งหมดนี้คือ “ตัวแปรภายนอก” ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ค่าเงิน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
“กลไกกำกับดูแลการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ยังสามารถรองรับความผันผวนได้ตามมาตรฐานสากล ขณะที่ทิศทางตลาดในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นสำคัญ”นายอัสสเดชกล่าวทิ้งท้าย
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,182 วันที่ 12 - 14 มีนาคม พ.ศ. 2569











