thansettakij
thansettakij
กูรูชี้ทองคำผันผวนรับเสี่ยง Stagflation สหรัฐฯ แนะรอย่อสะสม 75,000 บาท

กูรูชี้ทองคำผันผวนรับเสี่ยง Stagflation สหรัฐฯ แนะรอย่อสะสม 75,000 บาท

11 มี.ค. 2569 | 23:30 น.

โบรกแนะจับตา "Stagflation" พายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวจากไฟสงครามตะวันออกกลาง บีบเฟดกุมขมับเผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต เงินเฟ้อพุ่งกระฉูดสวนทางตัวเลขจ้างงานชะลอตัว ชี้ทองคำหลุมหลบภัยรับวิกฤตพลังงาน แนะกลยุทธ์รอย่อซื้อ ลุ้นทองไทยแตะ 80,000 บาท

KEY

POINTS

  • ราคาทองคำมีความผันผวนสูงจากความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว) หลังราคาพลังงานพุ่งและตัวเลขจ้างงานชะลอตัว
  • ภาวะ Stagflation ส่งผลต่อราคาทองคำสองทิศทาง โดยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์หนุนให้ทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ดอกเบี้ยที่ยังสูงก็เป็นปัจจัยกดดันราคา
  • นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ "รอย่อซื้อ" โดยให้ทยอยสะสมทองคำแท่งในประเทศเมื่อราคาปรับตัวลงมาที่ระดับ 75,000 - 75,800 บาท

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำสัปดาห์นี้ยังคงเคลื่อนไหวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง

ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐฯเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ส่งผลให้ตลาดเริ่มมีความกังวลอย่างหนักว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือสภาวะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดสำหรับเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำภายใต้ภาวะ Stagflation ซึ่งจะปรากฏลักษณะความผันผวนที่รุนแรง เนื่องจากได้รับแรงผลักดันจากสองทิศทาง ด้านหนึ่งความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะเป็นปัจจัยบวกที่สนับสนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งหากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำได้

“ในระยะสั้นราคาทองคำจะแกว่งตัวตามกระแสข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอาทิ เงินเฟ้อ, ค่าแรง, ราคาน้ำมัน, ตัวเลขการจ้างงาน และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดที่จะส่งสัญญาณถึงทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต ส่งผลให้คาดการณ์ในช่วงแรกของสภาวะ Stagflation ทองคำมักได้รับอานิสงส์จากความกังวลของตลาด"

แต่ทิศทางถัดไปจะขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของเฟด และหากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสงครามยังเป็นประเด็นหลักที่เด่นชัด ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่หากตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับดอกเบี้ยที่ยังสูง ทำให้การปรับขึ้นของทองอาจชะลอได้ ถึงแม้ว่าภาพรวมใหญ่ยังไม่เปลี่ยน

ขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์หลายสถาบันประเมินว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน จากความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯให้ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของเฟด

ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดยอัตราการว่างงานล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.4% ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในกรอบ 3.50% – 3.75% และจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เฟดต้องประเมินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

เนื่องจากการตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อสูงขึ้น อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางส่วนได้ออกมาเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เฟดอาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ทางฝ่ายวิเคราะห์มองภาพราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในช่วงพักฐาน และลักษณะการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นช่วงที่ตลาดกำลังสะสมแรงซื้อแรงขายก่อนเลือกทิศทางรอบใหม่ จึงแนะนำกลยุทธ์รอย่อซื้อ

โดยจับตาระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากย่อแล้วหลุดมีโอกาสปรับตัวลงไปที่โซนแนวรับ 4,925-4,885 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นโซนที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาสนับสนุนราคาทองให้ทรงตัวได้

และหากราคาสามารถยืนเหนือฐานระดับดังกล่าว ทำให้จะมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง และหากผ่านไปได้จะมีเป้าหมายถัดไปที่โซน 5,350–5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับราคาทองคำแท่งภายในประเทศไทย แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมได้ในช่วงราคา 75,800 – 75,000 บาท และพิจารณาแบ่งขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปแตะบริเวณ 78,500 และ 80,000 บาท