thansettakij
thansettakij
CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

02 มี.ค. 2569 | 07:34 น.
อัปเดตล่าสุด :02 มี.ค. 2569 | 07:44 น.

CIMBT วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์ ท่ามกลางสุญญากาศทางการคลังไทย เสี่ยงบาทอ่อน เงินเฟ้อพุ่ง เศรษฐกิจถดถอย และเครดิตเรตติ้งถูกกดดัน

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ออกบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจไทย

โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญ “สุญญากาศทางการคลัง” จากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งจำกัดความสามารถในการออกมาตรการรับมือวิกฤต

CIMBT แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

  • ฉากทัศน์แรก ความตึงเครียดจำกัดวง มีการตอบโต้ทางทหารเป็นระยะ แต่ไม่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นในกรอบ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนคลี่คลายภายใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้นแต่ยังไม่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ
  • ฉากทัศน์ที่สอง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและ LNG ราว 20% ของโลก จะดันราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ในเอเชียเพิ่มขึ้นทันที กระทบประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างไทยโดยตรง
  • ฉากทัศน์ที่สาม สงครามยืดเยื้อและลุกลาม หากความขัดแย้งขยายวงกว้างและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมด “Risk-off” เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง

ดร.อมรเทพระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงราคาน้ำมัน แต่คือข้อจำกัดเชิงนโยบายในประเทศ ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบลงทุนอาจล่าช้า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการเยียวยาขนาดใหญ่ได้ทันการณ์ ส่งผลให้ “เครื่องยนต์การคลัง” ทำงานได้จำกัด

ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สะสมสูง และหนี้สาธารณะใกล้กรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้มากเหมือนในอดีต ภาระต้นทุนจึงถูกส่งผ่านสู่ผู้บริโภคทันที

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) และเพิ่มโอกาสถูกทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะดันต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ (Bond Yield) สูงขึ้น

ในมุมตลาดการเงิน ราคาทองคำและน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้น ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าจากการนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้ดุลการค้าเผชิญแรงกดดัน

ด้านเงินเฟ้อ มีความเสี่ยงเกิดภาวะ Cost-push Inflation จากต้นทุนพลังงาน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผชิญโจทย์ยากในการปรับดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศยังอ่อนแอ

ภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนส่ง โลจิสติกส์ โรงแรม และค้าปลีก จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวบางตลาดอาจชะลอการเดินทาง

CIMBT แนะนำให้ภาคธุรกิจเตรียมบริหารสภาพคล่องรองรับต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มขึ้น 20-30% ผู้นำเข้าควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) หากเงินบาทอ่อนค่าหนัก และภาคครัวเรือนควรชะลอการก่อหนี้ใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน