
เปิดวอร์รูมแรงงาน! เช็กสถานะ 80,000 คนไทยในสมรภูมิ—อิสราเอล ย้ำยังไม่ถึงขั้นอพยพ
ปลัดแรงงานเผยการโจมตีจำกัดวงเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ สั่งแรงงานจังหวัดรุดเยี่ยมครอบครัวลดความกังวล ขณะที่ "เทลอาวีฟ-ไฮฟา" ยังเสี่ยง สั่งชะลอส่งคนไปเพิ่มจนกว่าน่านฟ้าจะเปิด
KEY
POINTS
- กระทรวงแรงงานตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานะแรงงานไทยกว่า 80,000 คนในตะวันออกกลาง โดยส่วนใหญ่อยู่ในอิสราเอล 58,000 คน
- สถานการณ์ปัจจุบันยังคงที่และยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพแรงงาน โดยยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
- ทางการได้เตรียมแผนอพยพร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศไว้แล้ว แต่ได้ชะลอการส่งแรงงานใหม่ไปในพื้นที่ชั่วคราว
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมวอร์รูมติดตามสถานการณ์และมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง โดยมี นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
ภายหลังการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ให้สัมภาษณ์ผลการประชุม ระบุว่า กระทรวงแรงงานมีความพร้อมในการปฏิบัติในทุกสถานการณ์ ปัจจุบันอยู่ในสถานะคงที่จากการประเมินพบว่าการโจมตีมีการจำกัดเป้าหมายไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญของแต่ละประเทศโดยเฉพาะทางการทหารหรือสนามบินยังไม่กระจายไปในพื้นที่โดยรอบ
ในส่วนของแรงงานไทยที่เดินทางไปในประเทศโซนตะวันออกกลางยังไม่มีรายงานว่าได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตการติดต่อสื่อสารยังสมบูรณ์กว่า 90 % ยกเว้นประเทศอิหร่านที่ติดต่อได้บ้างไม่ได้บ้างคาดเป็นเรื่องระบบสื่อสารภายในประเทศ
ส่วนที่ยังติดต่อไม่ได้ก็พยายามติดต่อโดยมอบหมายให้ทางแรงงานจังหวัด โครงการจัดหางาน ลงพื้นที่ติดต่อครอบครัวนั้นๆเพื่อทราบสถานะว่ามีการติดต่อกลับมาหาครอบครัวหรือไม่ รวมถึงจะให้แต่ละจังหวัดมีศูนย์ประสานงานเพื่อให้ญาติพี่น้องติดต่อขอข้อมูลได้เพื่อลดความกังวลและเข้าใจสถานการณ์มากยิ่งขึ้น
ส่วนการทำงานของแรงงานในแต่ละประเทศนั้นยังใช้ชีวิตตามปกติและยังอยู่ในโหมดของการทำงานไม่ถึงขั้นต้องอพยพไปยังหลุมหลบภัยหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยกระทรวงแรงงานแบ่งการปฏิบัติออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
1.สถานะคงที่
2.มีเหตุสู้รบขยายเป็นวงกว้างซึ่งแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
3.เหตุการณ์มีความยืดเยื้อ ซึ่งมีแผนรองรับทั้งในและต่างประเทศ
4.ไม่มีเหตุการณ์ยุติ ซึ่งจะต้องจัดการเยียวยาและดูแลเรื่องการจัดหางานแต่ละประเทศสถานการณ์ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะมีแนวทางปฏิบัติร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศ
สำหรับตัวเลขแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบมีทั้งสิ้นกว่า 80,000 คน มากสุดประเทศอิสราเอล 58,000 คน รองลงมา ยูเออี 12,000 ที่เหลือหลักพันและหลักร้อย อย่างไรก็ตามยืนยันว่าสถานการณ์ยังมีความปลอดภัยทุกคนขอให้ครอบครัวคลายกังวลโดยกระทรวงแรงงานจะติดตามอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
ในส่วนแผนปฏิบัติการหากถึงขั้นต้องอพยพเรามีแผนร่วมกันกับทางกระทรวงการต่างประเทศเรียบร้อยแล้วโดยกำหนดเส้นทางและวิธีการรวมถึงจุดพักพิงและพักคอยพร้อมแล้ว อย่างไรก็ตามตอนนี้ในประเทศอิสราเอลอยู่ระหว่างสำรวจว่ามีแรงงานประสงค์จะเดินทางกลับหรือไม่ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในสถานะทำงานตามปกติหากเกิดเหตุหรือมีความเสี่ยงก็เข้าที่หลบภัยซึ่งต้องมีความระมัดระวัง ส่วนกลุ่มแรงงานใหม่ที่เตรียมจะส่งไปนั้น ตอนนี้ต้องชะลอเอาไว้ก่อนทั้งหมดโดยเฉพาะ 2 ประเทศหลักซึ่งถึงไปก็ไปไม่ได้เพราะน่านฟ้าปิดและรอดูความเหมาะสมตามสถานการณ์
ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า พื้นที่ที่มีการโจมตีในประเทศอิสราเอลคือ เมืองเทลอาวีฟ และ เมืองไฮฟา ซึ่งมีแรงงานไทยที่อยู่หลายพันคนก็ต้องระมัดระวังและห้ามเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะเขตท่าเรือและทางการทหาร เบื้องต้นได้ให้แรงงานทุกคนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “SMART TOEA" เพื่อทราบจุดที่อยู่ตลอดเวลา ขอให้สบายใจได้ว่าทุกพื้นที่ที่ส่งไปนั้นเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีการอบรมก่อนส่งไปทำงาน หากมีเสียงเตือนภัยทุกคนจะทราบวิธีปฏิบัติอยู่แล้ว ยืนยันว่าที่อิสราเอลสามารถติดต่อแรงงานไทยได้ทุกคนหากสถานการณ์รุนแรงเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นตอนอพยพต้องใช้เวลาในการดำเนินการมากน้อยแค่ไหน
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ยืนยันว่า เรามีแผนหมดแล้วแต่ระยะเวลาการปฏิบัติขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ใช่เพียงกระทรวงแรงงานอย่างเดียวซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดแนวทางต่างๆ ระยะเวลาคงบอกตอนนี้ไม่ได้แต่ด้วยปริมาณคนไทยจำนวนมากเรียนตามตรงว่าต้องใช้ระยะเวลามากพอสมควร
ทั้งนี้ในส่วนของการเปิดรับสมัครแรงงานไปทำงานต่างประเทศยังเปิดรับปกติเพื่อเตรียมตัวหากพร้อมก็จะส่งไป ยอมรับว่าปัจจุบันค่าแรงยังสูงและจูงใจแรงงานที่อยากไป เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว เมื่อถามว่าหลังเกิดเหตุสู้รบจะต้องมีค่าเสี่ยงภัยเพิ่มให้แรงงานหรือไม่ ทางอธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่าต้องหารือกับทางสำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองของอิสราเอล หรือ พีบ้า อีกครั้งว่าอัตราค่าจ้างต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่.

