thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยเปิดลบ 35.22 จุด ร่วงแตะ 1,493.04 จุด PTTEP เด้งสวน บวก 5 บาท

หุ้นไทยเปิดลบ 35.22 จุด ร่วงแตะ 1,493.04 จุด PTTEP เด้งสวน บวก 5 บาท

02 มี.ค. 2569 | 03:21 น.
อัปเดตล่าสุด :02 มี.ค. 2569 | 03:21 น.

ตลาดหุ้นไทยวันนี้เปิดซื้อขายแดนลบ 1,493.04 จุด ลดลง 35.22 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.16 หมื่นล้าน พบเม็ดเงินไหลเข้า PTTEP เพิ่มขึ้น 5 บาท ยืนเหนือ 142 บาท โบรกแนะจับตา ปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนุนราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้น

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดปรับตัวลดลงแรง 35.22 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,493.04 จุด
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง
  • หุ้น PTTEP ปรับตัวขึ้นสวนตลาด 5 บาท โดยได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น

ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 มี.ค. 69) เปิดตลาด ณ เวลา 10.00 น. ที่ระดับ 1,493.04 จุด ลดลง 35.22 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 2.30% กรอบการแกว่งตัวสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,497.67-1,489.36 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายที่ระดับ 11,695.92 ล้านบาท

5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด

  • PTTEP ราคา 142.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 3.65% มูลค่าซื้อขาย 1,570.33 ล้านบาท
  • GULF ราคา 57.50 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 7.26% มูลค่าซื้อขาย 955.87 ล้านบาท
  • KBANK ราคา 197.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.99% มูลค่าซื้อขาย 714.85 ล้านบาท
  • PTT ราคา 37.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.03% มูลค่าซื้อขาย 573.11 ล้านบาท
  • SCC ราคา 220.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 2.22% มูลค่าซื้อขาย 514.80 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า คาด SET Index จะชะลอตัวลงต่อเนื่องโดยมีแรวรับบริเวณ 1,500+- จุด ถูกกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะลุขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยโดยเฉพาะทองคำและน้ำมัน

โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 7% มาที่ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนทองคำปรับขึ้น 2.5% เป็น 5,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเทียบเคียงสถานการณ์ปัจจุบันกับสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งเริ่มต้นวันที่ 24 ก.พ. 22 SET Index ปรับตัวลงวันแรกราว 2% และลงลึกสุดราว 4.6% ในระยะเวลา 9 วันทำการ (8 มี.ค. 22) ก่อนจะทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมในระยะเวลา 15 วันทำการในช่วงปลายเดือน มี.ค. 22 

สงครามดีดราคาน้ำมันดิบ

ประเด็นสำคัญในวันนี้  กลุ่มน้ำมัน สงครามตะวันออกกลางจะหนุนราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงในระยะสั้น เนื่องจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันสู่ตลาดโลกกว่า 20% ของปริมาณความต้องการโลกปัจจุบันราว 100 ล้านบาร์เรล/วัน และอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบราว 3 ล้านบาร์เรล/วัน และหากสงครามยืดเยื้อจะเกิดปัญหา supply chain ของน้ำมัน

สำหรับประเทศไทยคาดมีปริมาณสำรองน้ำมันราว 60 วัน นอกจากนี้ ราคาก๊าซก็จะปรับขึ้นด้วย เนื่องจากประเทศกาต้าเป็นผู้ส่งออกก๊าซหลักในตะวันออกกลาง รวมถึงค่าระวางเรือขนส่งน้ำมันที่จะปรับขึ้น ดังนั้น หุ้นกลุ่มน้ำมันต้นน้ำอย่าง PTTEP PTT และโรงกลั่น

ระยะสั้นได้ผลบวกจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี SCC PTTGC IVL จะได้รับผลกระทบจากต้นวัตถุดิบที่ปรับขึ้น และกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภท SPP ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ท่องเที่ยวอ่อนไหวกับสงคราม

ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว ประเมินว่ามีความอ่อนไหวสูงต่อสถานะการณ์สงคราม เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนค่อนข้างคงที่ แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางในประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 2-3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากความเชื่อมั่นการเดินทาง ทั้งจากยุโรปและเอเชีย เรากำหนดสมมติฐานปริมาณลูกค้าชาวตะวันออกกลางลดลง 50% เป็นเวลา 1 และ 3 เดือนกรณี best case และ base case และลดลง 60% เป็นเวลา 6 เดือน

ในกรณี worst case พบว่า ผลกระทบต่อกำไรปกติปี 2026 base case จะอยู่ที่ 4% สำหรับ CENTEL เนื่องจากมีการดำเนินงานโรงแรมรูปแบบ JV ในดูไบด้วย และ 3% สำหรับ ERW และ MINT

สำหรับราย Sector กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมีเพียงการแพทย์ (+5%) ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาด ได้แก่ สื่อสาร (+1.2%) PF&Reit (-2%) ค้าปลีก (-2.5%) พลังงาน (-2.6%) เป็นต้น ทางฝ่ายแนะนำนักลงทุนติดตามสถานการณ์สงครามต่อเนื่องว่าจะยือเยื้อหรือไม่ โดยปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองสำหรับใช้ได้ราว 60 วัน

ดังนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อและโดยเฉพาะหากปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้น และคาดจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะมากขึ้นทั้งต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อที่ปรับขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

แนะหุ้นเด่น

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ เก็งกำไรกลุ่มพลังงานและพักเงินในกลุ่มสินค้าจำเป็น โดยหุ้นเด่นวันนี้คือ PTTEP (ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Consensus 137.65 บาท) เพราะระยะสั้นมี Catalyst บวกจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 7% หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้น โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อและถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะกลาง อาจทำให้แนวโน้มกำไรในช่วง 1H26 อาจดูดีกว่าที่คาดและอาจนำไปสู่ Upside ของประมาณการทั้งปี ส่วนฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง และคาดยังจ่ายปันผลในระดับสูง Yield ราว 5-6% ต่อปี ในทางเทคนิกทางฝ่ายประเมิงกรอบแนวรับ 134-133 บาท แนวต้าน 140//144-145 บาท