
'ตะวันออกกลาง' ปะทะเดือด หวั่นนักท่องเที่ยววูบ 80% ฉุด GDP ไทยร่วง
เอกชน ชี้ความตึงเครียดสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน-อิสราเอล กระทบไทยเป็นลูกโซ่ หวั่นตลาดท่องเที่ยวตะวันออกกลางหาย 80% ฉุด GDP ร่วง 0.8% เตือนจับตาราคาน้ำมันดันค่าครองชีพพุ่ง จี้รัฐเร่งหาแหล่งพลังงานสำรองรับมือวิกฤต
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก คาดว่านักท่องเที่ยวจากอิหร่านและประเทศอื่นในภูมิภาคอาจลดลงถึง 80%
- ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยให้ลดลงราว 0.5-0.8%
- ผลกระทบเป็นลูกโซ่จะขยายไปสู่ภาคพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน หากยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่แรงงานไทยในต่างประเทศ ภาคการท่องเที่ยว พลังงาน ค่าครองชีพ การส่งออก ไปจนถึงบรรยากาศการลงทุน
ผลกระทบระยะสั้นที่เห็นได้ชัดมีอย่างน้อย 2 ประเด็นหลักประเด็นแรก คือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวกว่า 90,000 คน กระจายอยู่หลายประเทศไม่ได้อยู่เฉพาะในอิหร่านหรืออิสราเอล หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ย่อมกระทบต่อความปลอดภัย รายได้ และการส่งเงินกลับประเทศ ซึ่งจะสะเทือนต่อครัวเรือนไทยโดยตรง
ประเด็นที่สอง คือภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะเที่ยวบินจากตะวันออกกลางที่เริ่มถูกยกเลิกจำนวนมาก มีผลกระทบชัดเจนจากฮับการบินในดูไบ ส่งผลให้ตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของไทยชะลอตัวทันที
โดยตลาดตะวันออกกลางมีความสำคัญเพราะเป็นกลุ่มที่เดินทางมาไทยในช่วงไฮซีซันของตะวันออกกลางซึ่งตรงกับช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายตัวเลขนักท่องเที่ยวอาจหายไปจำนวนมาก โดยประเมินว่าตลาดอิสราเอลอาจลดลงราว 30% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากอิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางอาจหายไปถึง 80%
ส่วนระยะกลาง-ยาว หากความขัดแย้งยืดเยื้อผลกระทบจะขยายไปสู่ภาคพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง รวมถึง LPG ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต้นทุนขนส่งทั่วประเทศสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคต้องพึ่งพาการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นหลัก เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อจะเร่งตัว ราคาสินค้าจะทยอยปรับขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มพร้อมกัน
นอกจากนี้ค่าไฟฟ้ายังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานฟอสซิลในบางสัดส่วน
ด้านการค้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน ไทยอาจสูญเสียมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก หากการค้าชะงักสินค้าจะค้างสต๊อกกระทบผู้ส่งออกทันที อีกทั้งค่าเงินบาทจะผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าว
ในภาวะความไม่แน่นอน ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ มีแนวโน้มผันผวนและอ่อนตัวลง เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการลงทุนในคริปโตในระดับสูง ขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุน เพราะต้องประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกก่อน ส่งผลต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าไทย
นอกจากนี้หากราคาน้ำมันปรับสูงต่อเนื่อง 3-6 เดือน จะกระทบ GDP ประเทศไทยแน่นอนราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นจะดันต้นทุนสายการบิน ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินจากต่างประเทศเข้าไทยปรับขึ้นทั้งหมด นักท่องเที่ยวอาจชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันปลายปีและเทศกาลสำคัญ หากภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวมาก อาจกระทบ GDP ไทยราว 0.5-0.8% ขณะเดียวกันเงินเฟ้อที่เร่งตัวจากต้นทุนพลังงานและขนส่ง จะซ้ำเติมกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวอยู่แล้วทำให้อ่อนแรงลงอีก
นายสรเทพ กล่าวว่า เข้าใจว่ารัฐบาลได้ตั้งวอร์รูมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง และประเมินว่าปริมาณสำรองน้ำมันของไทยเพียงพอใช้งานได้ราว 60-61 วัน อย่างไรก็ตามไทยนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
หากเส้นทางขนส่งสะดุด รัฐบาลควรเร่งเจรจาจัดหาน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตรายอื่นที่เพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงานในประเทศ “ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงานโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นผลกระทบจะลุกลามจากต้นทุนพลังงานไปสู่ค่าครองชีพและเศรษฐกิจทั้งระบบ”






