
เงินบาทอ่อนทดสอบ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนรีบาวด์เล็กน้อย จับตาตะวันออกกลาง
เงินบาทอ่อนค่าทดสอบ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนรีบาวด์เล็กน้อย รับแรงกดดันดอลลาร์แข็ง-ความตึงเครียดตะวันออกกลาง จับตาข้อมูลแรงงานสหรัฐ ราคาน้ำมัน และทิศทางดอกเบี้ย FED กำหนดกรอบสัปดาห์ 31.00-31.75 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทเช้าวันนี้อ่อนค่าลงไปทดสอบระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะขยับกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ 31.17-31.19 บาทต่อดอลลาร์ ณ เวลา 9.05 น. เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางเงินดอลลาร์ในตลาดโลก
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ ขณะที่เงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อต่อเนื่องจากช่วงสุดสัปดาห์
ประกอบกับสัญญาณฟันด์โฟลว์ที่มีแนวโน้มขายสุทธิในตลาดการเงินไทย และความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลกที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อค่าเงินบาทในฐานะประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 31.15-31.35 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย ราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนกุมภาพันธ์ของญี่ปุ่น ยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐฯ
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า เงินบาทเปิดเช้าที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ โดยตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าในกรอบ 31.01-31.25 บาทต่อดอลลาร์
หลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางหนุนเงินดอลลาร์แข็งค่า และดันราคาน้ำมันดิบพุ่งกว่า 7% อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทถูกชะลอบางส่วนจากแรงหนุนของราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น
ทั้งนี้ ตลาดประเมินโอกาสราว 42% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ดี มุมมองดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ หลังการประกาศข้อมูลสำคัญ อาทิ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ดัชนี ISM Manufacturing และ Services PMI รวมถึงยอดค้าปลีก ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเงินดอลลาร์และค่าเงินบาทโดยตรง
ในฝั่งยุโรป ตลาดจับตาตัวเลข GDP ไตรมาส 4 อัตราเงินเฟ้อ และท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งมีการประเมินโอกาสราว 56% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่เอเชียรอติดตาม PMI จีน ข้อมูลเศรษฐกิจเวียดนาม และท่าทีธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM)
สำหรับไทย ปัจจัยสำคัญคือผลกระทบจากราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นสู่ระดับ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงการปิดช่องแคบ Hormuz จะเพิ่มแรงกดดันต่อดุลการค้า เงินเฟ้อ และต้นทุนเศรษฐกิจในระยะสั้น
ระยะสั้น เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 31.30 และ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ หากทะลุระดับ 31.50 ได้อย่างชัดเจน อาจเปิดทางไปทดสอบ 31.70-31.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และข้อมูลแรงงานสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงขาย ทำให้เงินบาทมีโอกาสฟื้นตัวในลักษณะ Two-way risk
กรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ประเมินที่ 31.00-31.75 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 31.10-31.35 บาทต่อดอลลาร์






