

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เงินบาทเช้าวันนี้ (10.05 น.) เคลื่อนไหวที่ระดับ 31.05-31.07 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากแข็งค่าผ่านระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปปิดตลาดในประเทศที่ 30.93 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวานนี้ ก่อนจะอ่อนค่ากลับมาเล็กน้อยตามทิศทางค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย
ขณะที่แรงกดดันด้านอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เริ่มชะลอลง ท่ามกลางบรรยากาศการขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน และตลาดยังรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ในคืนนี้ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 30.95-31.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชีย ราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคมของสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดก่อนหน้า 30.97 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Up แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.12 บาทต่อดอลลาร์ และสามารถทรงตัวเหนือแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะตลาดการเงินโลกที่อยู่ในโหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ถูกจำกัดบางส่วนจากการแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินลงทุนในตลาดญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้ง ขณะที่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงส่งผลกดดันราคาทองคำและโลหะมีค่า โดยการปรับตัวลดลงของราคาทองคำยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลง
ในฝั่งตลาดการเงินโลก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นธีม AI ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดลบ 1.57% และ Nasdaq ลดลง 2.03% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับลดลงตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงาน หลังมีการปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมัน ด้านตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์รัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.10% สะท้อนภาวะลดความเสี่ยงของนักลงทุน
สำหรับปัจจัยสำคัญในระยะสั้น ตลาดให้น้ำหนักกับตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ เดือนมกราคม ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าอาจชะลอลงสู่ระดับ 2.5% เมื่อเทียบรายปี หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ตลาดลดความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด ส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น กดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยประเมินแนวต้านเงินบาทไว้ที่ 31.20-31.30 บาทต่อดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาตามคาดหรือต่ำกว่าคาด เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้บ้าง แต่การแข็งค่ามีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากการประเมินค่าเงินบาทตามปัจจัยพื้นฐาน (BEER Model) ยังอยู่ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนว่าเงินบาทในระดับต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์อาจถือว่าแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน และมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า
ทั้งนี้ ตลาดยังต้องติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ซึ่งอาจทำให้ความผันผวนของเงินบาทในระยะต่อไปอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยกรอบการเคลื่อนไหวเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 30.90-31.20 บาทต่อดอลลาร์