

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยการเคลื่อนไหวมีลักษณะ Sideways Up ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์
ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดเงินในช่วงนี้ คือการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเลือก “เควิน วอร์ช” (Kevin Warsh) เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คนใหม่ ซึ่งผู้เล่นในตลาดประเมินว่า วอร์ชมีจุดยืนสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่ชัดเจน
โดยเฉพาะการไม่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดโต่งหรือการทำ QE ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและเงินดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นทันที
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในตลาดโลกให้เข้าสู่ช่วงพักฐานอย่างหนัก โดยปรับตัวลดลงมากกว่า 10% จากจุดสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับไฮไลท์สำคัญในสัปดาห์นี้ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยและการลงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow)
จากสถิติในอดีตพบว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นประมาณ 2-3% ในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนที่จะตามมาจากการจัดตั้งรัฐบาลและความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจฉุดให้เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าได้ในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ในฝั่งเอเชียยังต้องจับตาการเลือกตั้งของญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินเยนและตลาดบอนด์ในภูมิภาค รวมถึงการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และอังกฤษ (BOE) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิมเพื่อรอดูความชัดเจนของเศรษฐกิจโลก
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังมีแนวโน้มอยู่ในฝั่งแข็งค่าตราบใดที่ยังไม่หลุดโซน 31.80 – 32.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ โดยในระยะสั้นมีปัจจัยหนุนจากการที่ผู้ส่งออกไทยรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ และแรงซื้อคืนทองคำหลังราคาปรับฐานลงมาลึก
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยประเมินกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 31.00 - 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบในรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่าจะเคลื่อนไหวในระดับ 31.40 - 31.65 บาทต่อดอลลาร์