

KEY
POINTS
กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาเผยแพร่ รายงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Report) เดือนมกราคม 2026 ต่อรัฐสภาสหรัฐฯ โดยสรุปสาระสำคัญว่า ยังไม่มีประเทศคู่ค้ารายใหญ่รายใดถูกระบุว่าใช้มาตรการบิดเบือนค่าเงินเพื่อเอาเปรียบทางการค้า
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณชัดว่า สหรัฐฯ กำลัง “จับตาเข้ม” ประเทศคู่ค้าหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย รวมถึง ประเทศไทย ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Monitoring List หรือประเทศที่ต้องติดตามพฤติกรรมด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
รายงานฉบับนี้จัดทำภายใต้กฎหมายการค้าสำคัญของสหรัฐฯ 2 ฉบับ คือ กฎหมาย Omnibus Trade and Competitiveness Act (1988) และกฎหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act (2015)
โดยใช้ข้อมูลเศรษฐกิจย้อนหลัง 4 ไตรมาสถึงกลางปี 2025 ประเมินประเทศคู่ค้าหลักผ่าน 3 เกณฑ์สำคัญ ได้แก่
ผลการประเมินพบว่า ไม่มีประเทศใดเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 3 ข้อ จึงไม่มีการประกาศ 'ประเทศบิดเบือนค่าเงิน' ในรอบนี้
แม้จะไม่ถูกระบุว่าปั่นค่าเงิน แต่ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ใน Monitoring List ร่วมกับประเทศสำคัญอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า เหตุผลหลักมาจาก
อย่างไรก็ดี รายงานย้ำว่า การดูแลค่าเงินของไทยยังอยู่ในกรอบที่ยอมรับได้ และมีการยืนยันร่วมกับสหรัฐฯ ว่า ไม่ใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า
หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานฉบับนี้ คือ สหรัฐฯ ปรับแนวคิดการประเมินนโยบายค่าเงินให้กว้างขึ้น โดยไม่มองเฉพาะประเทศที่ 'กดค่าเงินให้อ่อน' เพื่อหนุนการส่งออกเท่านั้น แต่เริ่มพิจารณาไปถึง
สะท้อนว่าการกำกับดูแลด้านอัตราแลกเปลี่ยนของสหรัฐฯ กำลังเข้มข้นและละเอียดขึ้นในเชิงโครงสร้าง
ในระยะสั้น รายงานฉบับนี้ ไม่สร้างแรงกดดันเชิงลบโดยตรงต่อค่าเงินบาทหรือเศรษฐกิจไทย แต่ในระยะยาว เป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายว่า
สำหรับประชาชนทั่วไป รายงานนี้สะท้อนว่า ค่าเงินบาทยังอยู่ภายใต้การดูแลที่สอดคล้องกับกติกาสากล ขณะที่รัฐบาลและธนาคารกลางต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังมากขึ้น ในโลกที่การค้า การเงิน และการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันแน่นกว่าเดิม
รายงานอัตราแลกเปลี่ยนของสหรัฐฯ ต้นปี 2026 อาจไม่ได้ชี้นิ้วกล่าวหาใครว่า 'ปั่นค่าเงิน' แต่เนื้อหาทั้งฉบับสะท้อนชัดว่า กติกาโลกการเงินกำลังเปลี่ยนจากการตัดสินเชิงข้อกล่าวหา ไปสู่การเฝ้าระวังเชิงโครงสร้าง และประเทศไทยก็อยู่ในวงสนทนานั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่ไทยถูกจัดให้อยู่ใน Monitoring List ไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็น สัญญาณเตือนล่วงหน้า ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดผันผวนตามวัฏจักรโลก และบทบาทของธนาคารกลางในการดูแลค่าเงินบาท จะถูกจับตาด้วยมาตรฐานที่ละเอียดและเข้มงวดขึ้นกว่าเดิม
ผลกระทบในเชิงตัวเลขอาจยังไม่เกิดทันที แต่ผลกระทบเชิงนโยบายเริ่มชัดเจนแล้ว — ไทยมีพื้นที่ในการดูแลค่าเงินน้อยลง ต้องสื่อสารให้โปร่งใสขึ้น และต้องทำให้โลกเห็นว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามปัจจัยเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ทางการค้า
บทเรียนสำคัญจากรายงานฉบับนี้ คือ โลกไม่ได้ต้องการให้ประเทศใด 'แข็งหรืออ่อน' แต่ต้องการเห็น ความสมดุล ความชัดเจน และความรับผิดชอบต่อระบบการเงินโลก และในสนามใหม่นี้ ประเทศที่ได้เปรียบไม่ใช่ประเทศที่ค่าเงินถูกที่สุด แต่คือประเทศที่นโยบายชัดที่สุด
สำหรับไทย การบ้านระยะยาวจึงไม่ใช่แค่ดูแลค่าเงินบาทให้นิ่ง แต่คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพากำลังซื้อในประเทศมากขึ้น เพิ่มผลิตภาพ ลดความเปราะบางจากภายนอก และยืนอยู่บนเวทีโลกด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่ความระแวง