

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (8.55 น.) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเข้าใกล้ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ 31.23 บาทต่อดอลลาร์ โดยถือเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินในเอเชียที่แข็งค่าขึ้นพร้อมกัน ทั้งเงินเยนและเงินหยวน
ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์จากมุมมองเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังไม่กระทบเงินเฟ้อ และสัญญาณจากรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่มองว่าตลาดแรงงานอาจเริ่มชะลอลง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ระดับ 31.17 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดก่อนหน้า โดยการเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมาอยู่ในลักษณะ Sideways Down ทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 31.10 บาทต่อดอลลาร์
ภายใต้บรรยากาศตลาดการเงินโลกที่กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ส่งผลให้เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง
แรงหนุนสำคัญของเงินบาทยังมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งสามารถทรงตัวเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ประกอบกับการลดลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทยังถูกจำกัดบางส่วนจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มที่อินเดียอาจลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
ในฝั่งตลาดการเงินโลก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในโหมดรับความเสี่ยงอีกครั้ง โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นแรงหนุนสำคัญ ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปรับขึ้น 0.47% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.90% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น 0.70% จากแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยี พลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
ด้านตลาดพันธบัตร แม้บรรยากาศตลาดจะเป็น Risk-On แต่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี กลับปรับลดลงสู่ระดับ 4.20% หลังตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 29% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ สอดคล้องกับสัญญาณเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นที่ลดลงเหลือ 3.1% และความคาดหวังว่าข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ อาจเริ่มสะท้อนภาวะชะลอตัว
ค่าเงินดอลลาร์จึงอ่อนค่าลงตามทิศทางบอนด์ยีลด์ โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวบริเวณ 96.8–97.4 จุด ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรบางส่วนในตลาดเอเชีย ซึ่งมีผลให้เงินบาทย่อตัวออกจากแนวรับระยะสั้น
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป ตลาดยังจับตาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ รายงานยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดเล็ก ดัชนีต้นทุนการจ้างงาน รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการคาดการณ์ดอกเบี้ยในระยะต่อไป
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า แม้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อได้ในระยะสั้น โดยสอดคล้องกับสถิติ Post-Election Rally ที่เงินบาทมักแข็งค่าเฉลี่ยราว 2% ในช่วง 1 เดือนหลังทราบผลการเลือกตั้ง หากสถานการณ์การเมืองไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและยังเอื้อต่อการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี การแข็งค่ามีแนวโน้มจำกัด โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 31.10 และ 31.00 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ จากการประเมินค่าเงินบาทตามโมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) พบว่า Fair Value ของเงินบาทยังอยู่ในช่วง 33–34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้หากเงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ลงไปมาก เช่น ทดสอบโซน 30.50–30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะถือว่าแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน และมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าในช่วง 1–2 ไตรมาสข้างหน้า
ในระยะสั้น กรอบการเคลื่อนไหวเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเมินไว้ที่ 31.05–31.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยความผันผวนยังมีแนวโน้มสูง จากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย FED ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังคงรอความชัดเจนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก่อนปรับสถานะลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ.