ราคาทองคำปี 2569 คาดพุ่งสู่ 70,000 บาท รับภูมิรัฐศาสตร์ระอุ เฟดลดดอกเบี้ย

15 ม.ค. 2569 | 06:16 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ม.ค. 2569 | 06:16 น.

บล.โกลเบล็กประเมินราคาทองคำในปี 2569 มีโอกาสแตะระดับ 70,350 บาทต่อบาททองคำ หนุนโดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย ชี้เป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในปีนี้

หลังจากทั่วโลกจับตามองว่า ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา (US Supreme Court) จะประกาศคำตัดสินเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 หรือค่ำคืนที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่า ศาล ยังไม่ออกคำวินิจฉัยออกมา ทำให้ทั่วโลกต้องรอไปอีก เพื่อทราบชะตากรรมของนโยบายเศรษฐกิจเรือธงของทรัมป์

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัดเปิดเผยว่า คาดการณ์ยากมากว่า คำตัดสินศาลจะออกมาอย่างไร แต่ในแง่ทิศทางราคาทองคำปี 2569 ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะปรับขึ้นทดสอบ 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 70,350 บาทต่อบาททองคำ

อย่างไรก็ตาม หากผลการตัดสินออกมาว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจในการขึ้นภาษีตอบโต้การค้า อาจส่งผลลบต่อราคาทองคำในระยะสั้นเท่านั้น แม้ว่า ในอดีตทองคำมักพุ่งสูงขึ้นในช่วงสงครามการค้าที่ทรัมป์เป็นผู้ขับเคลื่อน แต่ปัจจุบันทรัมป์เองได้สร้างปัจจัยเสี่ยงใหม่ขึ้นมาเสมอ จะยังทำให้เป็นฐานรองรับราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างเหนียวแน่น

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด

ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค อาทิ สหรัฐฯ–เวเนซุเอลา ที่ต้องการปราบปรามยาเสพติด ควบคุมทรัพยากรน้ำมัน เพราะเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก และลดอิทธิพลของจีนและรัสเซีย ซึ่งมีการติดต่อกับเวเนซุเอลา

 

ปัญหาสหรัฐฯ–ซีเรีย ที่มีการโจมตีกลุ่ม รัฐอิสลาม (ISIS/IS) ทั่วประเทศซีเรีย โดยเน้นไปที่ค่ายฝึก เครือข่ายการขนส่ง และคลังอาวุธ เป็นการ “ล้างแค้น” (Retaliation) ต่อเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ที่กลุ่ม ISIS ซุ่มโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในเมืองพัลไมรา (Palmyra) ส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ 2 นาย และล่ามชาวอเมริกัน 1 คนเสียชีวิต

รวมถึงการขยายบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงาน เช่น ลิเทียม และแร่อื่นๆ อีกกว่า 31 ชนิด ซึ่งมีความจำเป็นมาก   ในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์, แบตเตอรี่รถยนต์ EV และอาวุธยุทโธปกรณ์ และจัดว่ากรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร

“ทรัมป์ มองว่า กรีนแลนด์ คือ “ปราการด่านหน้า” ของอเมริกาเหนือ ซึ่งจะมีการติดตั้งเรดาร์แจ้งเตือนภัยขีปนาวุธนิวเคลียร์ และเส้นทางเดินเรือใหม่ (Northern Sea Route) เส้นทางลัดสำคัญที่เชื่อมต่อเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนมหาศาล”

ด้านจีน–ญี่ปุ่น เองก็มีการส่งสัญญาณออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดทางนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ของญี่ปุ่น ระบุว่า หากจีนใช้กำลังทางทหารกับไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจพิจารณาใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องความมั่นคงของตน จีนประกาศ ระงับการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) และการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% สู่ระดับ 3.25% ในปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการชะลอตัวของการลงทุน ซึ่งการลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม กระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในตลาดทุน รวมถึงสนับสนุนราคาสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำให้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5–2.7% ลดลงจากปี 2568 สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่เริ่มผ่อนคลายลง แม้ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟดที่ 2% แต่ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ควบคุมได้ ซึ่งมองว่าช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า เฟด สามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบ     ผ่อนคลายได้โดยไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว

อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำจะปรับลดลง รอบการพักตัวสั้นและลงไม่แรงเหมือนในอดีต เพราะเมื่อวิเคราะห์เชิงสถิติ ในอดีตราคาทองคำเคยปรับตัวลดลงแรงถึง 70% จาก 800 เหรียญฯ เหลือ 200 เหรียญฯ และใช้เวลาพักตัวนานถึง 15 ปี แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า รอบการพักตัวของทองคำสั้นลงเรื่อยๆ จาก 7-8 ปี เหลือเพียง 5 ปี

“หากราคาทองคำจะลงในรอบนี้คาดว่า หากมีการพักตัวจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ปี โดยระดับราคาน่าจะปรับลดลงเพียง 20-30% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าในอดีตมาก”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาทองคำอยู่ในระดับสูง แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศยังดำเนินต่อ ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา

อีกทั้งสหรัฐมีแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมจาก 9.01 แสนล้านดอลลาร์ (31.5 ล้านล้านบาท) เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (52.5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2570 เพื่อสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่ากังวลและถือเป็น "ตัวจุดชนวน" (Trigger) สำคัญคือ การส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงระดับโลกที่รุนแรงขึ้น

ดังนั้น จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนทองคำสำหรับปี 2569  ให้ทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงมาในกรอบ 4,450-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์