
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า”ที่ระดับ 31.35 บาทต่อดอลลาร์
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทกรอบวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.45 บาท/ดอลลาร์ โดยแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ควรจับตาทิศทางของเงินดอลลาร์และแรงเทขายสินทรัพย์ในฝั่งเอเชีย
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.35 บาทต่อดอลลาร์“แข็งค่า”ขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 31.39 บาทต่อดอลลาร์ กรอบวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.45 บาท/ดอลลาร์ โดยแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ควรจับตาทิศทางของเงินดอลลาร์และแรงเทขายสินทรัพย์ในฝั่งเอเชีย เพราะปัญหาของ COVID-19 อาจกดดันให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ในเอเชียเพิ่มขึ้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ระบุว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น แต่ตลาดกังวลปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐฯเร่งตัวขึ้น กดดันให้ตลาดเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะ หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี และทำให้ตลาดกลับเข้ามาถือเงินดอลลาร์มากขึ้นเพื่อหลบความผันผวนในตลาดการเงิน ก่อนที่จะทยอยลดการถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้างในช่วงปลายสัปดาห์ หลังตลาดเริ่มคลายความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัว
สำหรับสัปดาห์นี้ เรามองว่า ตลาดจะติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป ขณะเดียวกัน ตลาดจะติดตาม ปัญหา COVID-19 ที่ยังคงระบาดอย่างหนักทั่วโลก โดยเฉพาะในโซนเอเชีย ที่หลายประเทศซึ่งเคยสามารถควบคุมได้ดี อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม ก็เริ่มเจอการระบาดใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ มีดังนี้
เริ่มจากในฝั่งภูมิภาคเอเชีย ตลาดคาดว่า เศรษฐกิจจีนเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment) นับตั้งแต่ต้นปีที่จะโตกว่า 20%y/y หนุนโดยการลงทุนในภาคอสังหาฯ ขณะเดียวกันยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) นับตั้งแต่ต้นปีก็จะเพิ่มขึ้นกว่า 21%y/y ส่วนยอดค้าปลีก (Retail Sales) ก็ยังคงโตขึ้นกว่า 32%y/y นับตั้งแต่ต้นปี ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นปีจะกดดันให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัว 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้า อนึ่ง เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่สดใส โดยยอดการส่งออกเดือนเมษายนจะโตถึง 31%y/y
ส่วนในฝั่งไทย ตลาดมองว่า เศรษฐกิจในไตรมาสแรกจะหดตัวกว่า 3.3%y/y จากปัญหาการระบาดระลอกใหม่นับตั้งแต่ต้นปีที่กดดันทั้งการบริโภคและการลงทุน อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจยังมีภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องหนุนไม่ให้เศรษฐกิจหดตัวหนัก ซึ่งยอดการส่งออกเดือนเมษายนจะโตถึง 9.4%y/y ขณะที่ยอดนำเข้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อส่งออกจะโตกว่า 23% ทั้งนี้ ดุลการค้าจะเกินดุลกว่า 600 ล้านดอลลาร์
ทางด้านฝั่งสหรัฐฯ ตลาดประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนตลาดแรงงาน ซึ่งตลาดคาดว่ายอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) จะลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.6 แสนราย นอกจากนี้ภาคการผลิตและการบริการยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (Markit Mfg. & Services PMIs) เดือนพฤษภาคมจะอยู่ที่ระดับ 60.2จุด และ 64.5 จุด (เกิน 50 จุด หมายถึง การขยายตัว)
และในฟากยุโรป ตลาดมองว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มดีขึ้น หลังการแจกจ่ายวัคซีนเริ่มดีขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -6.7 จุด จาก -8.1 จุดในเดือนก่อน นอกจากนี้ ภาคการผลิตและการบริการก็มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้น โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (Markit Mfg. & Services PMIs) เดือนพฤษภาคม จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 62.6 จุด และ 52.4 จุด ส่วนในฝั่งอังกฤษ การบริโภคฟื้นตัวแข็งแกร่งหลังการเร่งแจกจ่ายวัคซีน โดยยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนเมษายนจะขยายตัวกว่า 4.5% จากเดือนก่อนหน้า
สำหรับ แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรจับตาทิศทางของเงินดอลลาร์และแรงเทขายสินทรัพย์ในฝั่งเอเชียให้ดี โดย เงินดอลลาร์มีโอกาสทรงตัวหรืออ่อนค่าลง ถ้าตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) และเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวดีกว่าคาด ทั้งนี้ สกุลเงินเอเชียอาจผันผวนและไม่ได้แข็งค่าขึ้นมาก เพราะปัญหาการระบาดของ COVID-19 อาจกดดันให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ในเอเชียเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ต้องจับตาแรงซื้อสกุลเงินต่างชาติเพื่อจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้
อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมาก โดยแนวต้านสำคัญเงินบาทยังอยู่ที่ระดับ 31.40-31.50 บาทต่อดอลลาร์ เพราะผู้ส่งออกจำนวนมากต่างก็รอทยอยเข้ามาขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับดังกล่าว นอกจากนี้ เงินบาทอาจได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้น จากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ (ขายกำไรบนสกุลเงินดอลลาร์ และแลกกลับมาเป็นเงินบาท) หลังจากที่ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญใกล้ระดับ 1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.20-31.50 บาท/ดอลลาร์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเช้านี้ (17 พ.ค.เวลากว่า 9.00น.) อ่อนค่าทดสอบแนว 31.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยขยับอ่อนค่ามาอยู่ในกรอบประมาณ 31.35-31.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากระดับปิดตลาดปลายสัปดาห์ก่อนที่ 31.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าลงท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์โควิดในประเทศ หลังมีการพบคลัสเตอร์ใหม่หลายแห่ง และจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เร่งตัวสูงขึ้นมาก
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 31.30-31.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามน่าจะอยู่ที่สถานการณ์โควิดทั้งไทยและต่างประเทศ จีดีพีไตรมาส 1/2564 ของไทย และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย. ของจีน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิต ของเฟดสาขานิวยอร์ก และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ค.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
จับตาสศช.ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 1ของปี2564
รวมข่าว "โควิด-19" วันที่ 17 พ.ค.64 แบบอัพเดทล่าสุด






