
สหรัฐ-อิหร่านสงบ โลจิสติกส์โลกยังป่วน คาดใช้เวลา 6 เดือนคืนสมดุล
สายเดินเรือชี้ หากสหรัฐฯ-อิหร่านยุติความขัดแย้งได้จริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อการค้าโลก หนุนกำลังซื้อฟื้น ลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือ แต่ซัพพลายเชนทั่วโลกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ
KEY
POINTS
- แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะคลี่คลาย แต่ระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์โลกยังคงปั่นป่วน และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการกลับสู่ภาวะสมดุล
- การยุติความขัดแย้งจะส่งผลดีในระยะยาว โดยคาดว่าราคาพลังงานและค่าระวางเรือมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออก
- ผลบวกต่อการส่งออกของไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากผู้ซื้อได้เร่งสั่งซื้อสินค้าไปล่วงหน้าแล้ว แต่คาดว่าภาพรวมจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นหลังไตรมาส 4 และส่งผลดีอย่างเด่นชัดในปี 2569
การบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หากเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง จะถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก การค้า และระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออกของไทยที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและการขนส่งในช่วงที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากสายเดินเรือระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากสถานการณ์คลี่คลายลงจริง ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่โหมดฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะกลับมา ส่งผลให้ความต้องการสินค้า (Demand) ในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากการบริโภคภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ
“เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง ผู้คนจะเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอย กล้าลงทุนและเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวตามธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนต่อภาคการส่งออกทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย”
ซัพพลายเชนโลกต้องใช้เวลา 6 เดือนฟื้น
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงยุติความขัดแย้งจะเป็นข่าวดี แต่ผลบวกทางเศรษฐกิจอาจยังไม่เกิดขึ้นทันทีในระยะสั้น เนื่องจากระบบซัพพลายเชนโลกยังอยู่ในภาวะติดขัดจากผลกระทบที่สะสมมาในช่วงก่อนหน้า
แหล่งข่าวระบุว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการเรือสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ที่กระจายตัวไม่สมดุลในหลายภูมิภาคของโลก การนำระบบกลับเข้าสู่ภาวะปกติจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนโดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดบริเวณตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานและสินค้าระหว่างประเทศ
“เรือที่เคยถูกปรับเส้นทางหรือจัดสรรไปทดแทนเส้นทางอื่น จะต้องถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบเดิม ทำให้สายเดินเรือทั่วโลกต้องจัดตารางเดินเรือใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางเส้นทาง แต่เป็นเครือข่ายการขนส่งระดับโลก”
ทั้งนี้ การปรับตารางเรือใหม่เปรียบเสมือนการจัดการจราจรหลังงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ เมื่อผู้คนจำนวนมากเดินทางกลับพร้อมกัน ย่อมเกิดความแออัดและต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าการเดินทางจะกลับสู่ภาวะปกติ
ค่าระวาง-ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มลดลง
อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือการปรับลดลงของราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่ง หากความเสี่ยงในตะวันออกกลางลดลง
แหล่งข่าวมองว่า ปัจจุบันค่าระวางเรือยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูงจากแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังไม่รุนแรงเหมือนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ปัญหากระจายไปทั่วโลก
“ครั้งนี้เป็นปัญหาที่กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคอาหรับมากกว่า หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาพลังงานก็น่าจะปรับลดลงตามกลไกตลาด และจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ส่งออกไทยได้”
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสหรัฐอเมริกายังคงมีแรงกดดันด้านค่าระวางบางส่วน เนื่องจากผู้นำเข้าเร่งนำเข้าสินค้าและสำรองสต๊อกล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในช่วงที่ผ่านมา
ลุ้นส่งออกไทยเร่งตัวหลังไตรมาส 4
สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แหล่งข่าวมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลเชิงบวกอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ซื้อในหลายประเทศได้เร่งสั่งซื้อสินค้าและทำ Front Loading ล่วงหน้าไปแล้วในช่วงก่อนเกิดข้อตกลง ส่งผลให้หลายตลาดยังมีสินค้าคงคลังอยู่ในระดับสูง และอาจชะลอการสั่งซื้อรอบใหม่ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลางยังมีศักยภาพฟื้นตัวสูง โดยเฉพาะความต้องการสินค้าสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและกิจกรรมทางธุรกิจหลังความขัดแย้งคลี่คลาย
แหล่งข่าวประเมินว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามคาด ภาพการฟื้นตัวของการค้าโลกจะเริ่มชัดเจนมากขึ้นหลังเดือนตุลาคมเป็นต้นไป และผลบวกต่อการส่งออกไทยน่าจะสะท้อนเด่นชัดในปี 2569 มากกว่าปีนี้
“หากสถานการณ์สงบอย่างต่อเนื่อง ซัพพลายเชนกลับเข้าสู่สมดุล และต้นทุนขนส่งปรับลดลง การส่งออกไทยในปี 2569 มีโอกาสเห็นการขยายตัวที่ดี โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งอาจเป็นจังหวะพีกของภาคส่งออกหลังการค้าโลกกลับมาเดินหน้าได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง”







