thansettakij
thansettakij
คู่ค้าดึงเครดิตเทอม 90 วัน กดส่งออกไทย สภาพคล่องตึงทั้งห่วงโซ่

คู่ค้าดึงเครดิตเทอม 90 วัน กดส่งออกไทย สภาพคล่องตึงทั้งห่วงโซ่

18 มิ.ย. 69 | 10:07 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มิ.ย. 69 | 10:08 น.

“วิศิษฐ์ ” ชี้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดต้นทุนน้ำมัน ปุ๋ย และปิโตรเคมี หนุนส่งออกไทยฟื้น ระบุเอสเอ็มอียังขาดสภาพคล่องหนัก เครดิตเทอมคู่ค้ายืดถึง 90 วัน ครึ่งปีหลังจับตานโยบายภาษีสหรัฐฯ กดดันการค้าโลก

KEY

POINTS

  • ภาคธุรกิจไทยเผชิญปัญหาสภาพคล่องตึงตัวทั้งห่วงโซ่อุปทาน อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ
  • คู่ค้าในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอำนาจต่อรองสูง ได้ขอขยายระยะเวลาชำระเงิน (เครดิตเทอม) นานขึ้นเป็น 60-90 วัน
  • การยืดเครดิตเทอมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการหมุนเวียนเงินทุนและสภาพคล่องของผู้ส่งออกไทย ทำให้ต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการขอเลตเตอร์ออฟเครดิต (LC) หรือชำระเงินล่วงหน้ากับคู่ค้ารายใหม่

การส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปีเริ่มมีสัญญาณบวกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อลดความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญจากปัญหาสภาพคล่อง การยืดระยะเวลาชำระเงินระหว่างคู่ค้า และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี

ฮอร์มุซเปิด หนุนต้นทุนส่งออกลด

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดใช้ได้ตามปกติ ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่งออกไทยไม่ได้อยู่ที่ยอดขายจะเพิ่มขึ้นทันที แต่เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ

ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปใช้ท่าเรือในพื้นที่ทะเลแดงมากขึ้น เช่น ท่าเรือเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย และท่าเรือเจเบล อาลี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก บางกรณีจำเป็นต้องใช้การขนส่งทางอากาศเพื่อรักษาคำสั่งซื้อ ทำให้มีต้นทุนที่สูง

ทั้งนี้ หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ปุ๋ย และวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย

“ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนสูง แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้มากนัก เพราะกำลังซื้อทั่วโลกยังอ่อนแอ เมื่อต้นทุนลดลงก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยได้มากขึ้น” นายวิศิษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายเต็มรูปแบบ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางบางพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นอิสราเอลและเลบานอนที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เครดิตเทอมยาว ฉุดสภาพคล่องธุรกิจ

สำหรับปัญหาที่ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นายวิศิษฐ์ระบุว่า เรื่องสภาพคล่องถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของภาคธุรกิจ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มที่ ผู้ผลิตจึงต้องลดกำลังการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมสต็อกสินค้า ส่งผลให้การหมุนเวียนของคำสั่งซื้อและเงินทุนในระบบชะลอตัวลง

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ส่งออก แต่ลามไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ที่อยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งต้องเผชิญการรับชำระเงินล่าช้ามากขึ้น

“ตอนนี้สภาพคล่องตึงกันหมดทุกฝ่าย การหมุนเวียนสินค้าไม่ดี ส่งผลให้การชำระเงินระหว่างคู่ค้าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด” นายวิศิษฐ์ กล่าว

สหรัฐฯ ขอ 90 วัน ยุโรปเน้น LC

จากภาวะสภาพคล่องตึงตัว ทำให้หลายบริษัทเพิ่มความระมัดระวังในการให้เครดิตเทอมคู่ค้าในต่างประเทศ โดยระยะเวลาชำระเงินที่เคยอยู่ที่ 30 วัน ถูกขยายเป็น 45 วัน และในหลายกรณียืดออกไปถึง 60-90 วัน แม้คู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจยาวนานยังคงได้รับเครดิตเทอมในระดับเดิมอยู่บ้าง ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เริ่มใช้แนวทางบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

ปัจจุบัน หากเป็นคู่ค้าใหม่ ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากกำหนดเงื่อนไขให้เปิดหนังสือเครดิต (Letter of Credit : LC) หรือชำระเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการชำระเงิน

นายวิศิษฐ์ ระบุว่า ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุด โดยสามารถขอเครดิตเทอมได้ยาวถึง 60-90 วัน ขณะที่ตลาดยุโรปส่วนใหญ่นิยมใช้ระบบ LC ส่วนตลาดตะวันออกกลางจำนวนมากยังคงใช้รูปแบบชำระเงินล่วงหน้า

ลุ้นส่งออกโต 8-10% จับตาภาษีสหรัฐฯ

สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยปีนี้ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าจะขยายตัวได้ 8-10% นั้น นายวิศิษฐ์มองว่า มีความเป็นไปได้ หากปัจจัยสนับสนุนหลายด้านเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี

แรงขับเคลื่อนสำคัญยังมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตามกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) การลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าจำนวนมาก

ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หากผู้บริโภคกลับมามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จะช่วยกระตุ้นการบริโภคสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นในช่วงปลายปีอย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญในครึ่งปีหลังยังคงอยู่ที่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแนวทางการใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 และ 232 และมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า

นายวิศิษฐ์เตือนว่า ไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากสหรัฐฯ เพิ่มการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและสัดส่วนการผลิตจากประเทศที่ถูกจับตา(โดยเฉพาะจีน)

“สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างระบบตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้ารูปแบบใหม่ของสหรัฐฯ ในอนาคต” นายวิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย