
เปิด‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ปลดล็อกส่งออกไทย แนะรัฐนำทัพบุกตะวันออกกลาง ทวงคืนตลาด
เอกชนมองข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยคลายปมการค้าโลก หนุนสินค้าอาหาร-อุปโภคบริโภคไทยกลับสู่ตลาดตะวันออกกลาง แนะรัฐเร่งนำคณะการค้าบุกทวงส่วนแบ่งตลาดก่อนคู่แข่ง หลังต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ลดลง ความต้องการสินค้าพุ่ง
KEY
POINTS
- การเปิดช่องแคบฮอร์มุซหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลง ช่วยปลดล็อกการส่งออกของไทยไปยังตลาดตะวันออกกลางที่เคยชะงักงัน
- สินค้ากลุ่มอาหารและอุปโภคบริโภคจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการที่สูงขึ้นหลังเกิดภาวะขาดแคลน และคาดว่าต้นทุนโลจิสติกส์จะลดลง
- ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ผู้ประกอบการไทยใช้จังหวะนี้เร่งบุกตลาดตะวันออกกลาง เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ทางการค้าและทวงส่วนแบ่งตลาดคืน
หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุ “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” (Islamabad MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งทางทหารและเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง บรรยากาศการค้าโลกเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าไทย ขณะที่ภาคส่งออกไทยกำลังจับตาว่าการคลี่คลายของสถานการณ์ครั้งนี้จะช่วยหนุนการค้าและการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ได้มากน้อยเพียงใด
ดร.ชัยชาญ เจริญสุข อดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้สัญญาณล่าสุดจะช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะวางใจ เนื่องจากรายละเอียดของข้อตกลงยังต้องรอการเจรจาฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน อย่างไรก็ตาม หากทุกอย่างเป็นไปตามกรอบที่ประกาศไว้ จะเป็นผลบวกต่อการค้าโลกและการส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ
สินค้าอาหาร-อุปโภคบริโภคได้อานิสงส์
ดร.ชัยชาญ กล่าวว่า ความตึงเครียดในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยไปตะวันออกกลางบางส่วนชะลอตัวและเกิดสินค้าตกค้างจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร หากสถานการณ์คลี่คลายจริง ความต้องการสินค้าในตลาดจะกลับมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลายประเทศได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนสินค้าในช่องทางค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ต ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งเข้าไปสำรวจตลาดและฟื้นความสัมพันธ์ทางการค้ากับคู่ค้าในภูมิภาคทันที
“ตลาดตะวันออกกลางยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค หากสถานการณ์สงบจริง ไทยควรใช้จังหวะนี้ขยายตลาดให้มากขึ้น” ดร.ชัยชาญ กล่าว
ค่าระวางเรือ-ต้นทุนพลังงานทยอยลด
หนึ่งในผลบวกสำคัญของข้อตกลงครั้งนี้คือการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าสำคัญของโลก ซึ่งมองว่จะส่งผลให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มทยอยปรับตัวลดลง แต่จะไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศยังได้รับความเสียหายจากความขัดแย้ง
“ผู้ส่งออกไม่ควรคาดหวังว่าค่าระวางเรือหรือน้ำมันจะลดลงในวันสองวันข้างหน้า การปรับตัวน่าจะใช้เวลาอีก 1-2 เดือน ขณะที่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศสำคัญอย่างอิหร่าน คูเวต บาห์เรน หรือกาตาร์ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อาจต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือน”
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องหันไปใช้การขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าจำเป็น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก การกลับมาใช้เส้นทางเดินเรือได้ตามปกติจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไทย
เตือนระวังเครดิตการค้า-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น แต่ ดร.ชัยชาญ เตือนว่าความไม่แน่นอนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะรายละเอียดของข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยังมีมุมมองแตกต่างกันในบางประเด็น ผู้ส่งออกไทยจึงควรบริหารความเสี่ยงด้านการชำระเงินอย่างรอบคอบ ตรวจสอบเครดิตของคู่ค้า และระมัดระวังการให้เครดิตเทอมระยะยาว เพราะหากสถานการณ์พลิกกลับมารุนแรงอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อการรับชำระเงินและการขนส่งสินค้าได้
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อสินค้าบางกลุ่มในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญในปีหน้า ที่อาจกระทบผลผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทย
ลุ้นส่งออกโต 8-10% ชูยุทธศาสตร์ตลาดใกล้
สำหรับเป้าหมายการส่งออกไทยปี 2569 ที่ภาคเอกชนบางส่วนประเมินว่าสามารถขยายตัวได้ 8-10% นั้น ดร.ชัยชาญ มองว่ายังมีความเป็นไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ ตัวเลขส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อค้างส่งหรือ Backlog ที่สะสมจากปีก่อน แต่ในไตรมาส 3 และ 4 อาจเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การค้า ลดการพึ่งพาตลาดไกลอย่างสหรัฐฯ และยุโรป พร้อมหันมาให้ความสำคัญกับตลาดใกล้ในกลุ่ม CLMV อาเซียน และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) มากขึ้น
สินค้าที่มีศักยภาพในการขยายตัว ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ยางพารา และสินค้าแปรรูปอาหาร ซึ่งมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบภายในประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้สูง







