thansettakij
thansettakij
BAFS ชี้หากสหรัฐ-อิหร่าน ปิดดีลสงครามสำเร็จ ราคาน้ำมันจะกลับสู่ปกติ ธ.ค.นี้

BAFS ชี้'สหรัฐ-อิหร่าน' ปิดดีลสงครามสำเร็จ ราคาน้ำมันกลับสู่ปกติ ธ.ค.นี้

17 มิ.ย. 69 | 04:50 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 04:50 น.

BAFS ชี้หากสหรัฐ-อิหร่าน ปิดดีลความขัดแย้งตะวันออกกลางได้จริง เร็วสุดใช้เวลานับเดือนซ่อมแซมโรงกลั่นท่อน้ำมัน เคลียร์ทุ่นระเบิดช่องแคบฮอร์มุซ คาดกว่าราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติต้องรอถึงธ.ค.69

KEY

POINTS

  • BAFS คาดการณ์ว่าหากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากหลายประเทศต้องซื้อน้ำมันกลับเข้าคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR)
  • แม้สงครามจะยุติ แต่คาดว่าราคาฐานของน้ำมันดิบจะยังคงสูงกว่าช่วงก่อนสงคราม โดยจะอยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญต่อบาร์เรล
  • ราคาน้ำมันคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงเดือนธันวาคม 2569 เนื่องจากต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายและฟื้นฟูการผลิต

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS มองทิศทางพลังและราคาน้ำมันที่จะเกิดขึ้น หากสหรัฐอเมริกาสามารถตกลงกับอิหร่าน ได้ตามไทม์ไลน์ที่วางกันไว้ในวันศุกร์นี้ (19มิ.ย.69)เพื่อยุติสงคราม

ทั้งนี้หากตกลงกันได้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงลดบ้างแต่ประเมินว่าไม่มากนัก เนื่องจากหลายประเทศมีความจำเป็นต้องซื้อน้ำมันกลับเข้าไปสะสมในคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve - SPR) หลังมีการนำออกมาใช้จนอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ในภาพรวมคาดการณ์ว่าจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วงเดือนธันวาคมนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน และท่อส่งน้ำมัน รวมถึงแหล่งผลิตบางแห่งที่ชัตดาวน์ไป ต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการกลับมาผลิตใหม่

BAFS ประเมินทิศทางราคาน้ำมัน หากสหรัฐ-อิหร่านตกลงยุติสงคราม

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า กรณีอิหร่านและสหรัฐฯ เจรจาตกลงกันได้ ราคาน้ำมันในตลาดอาจปรับตัวลดลงบ้างแต่ไม่มากนัก บาฟส์มองว่า ราคาฐาน (Base Case) ของน้ำมันดิบไว้ที่ประมาณ 80 เหรียญต่อบาร์เรล

ส่วน น้ำมันเจ็ท (Jet A1) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 100-110 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามที่เคยอยู่ที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 70 เหรียญต่อบาเรล และราคาน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 90 เหรียญต่อบาเรล

ปัจจัยที่ทำให้ราคายังสูง เนื่องจากหลายประเทศมีการดึง น้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve - SPR) ออกมาใช้จนอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี จึงเกิดสัญญาณการซื้อน้ำมันกลับเข้าไปสะสมคืน รวมถึงประเทศไทยที่เริ่มมีนโยบายจัดทำ SPR เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

คาดเดือนธันวาคม ราคาน้ำมันจะฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ

อีกทั้งในการเคลียร์เส้นทางขนส่ง การกลับมาเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องใช้เวลาเคลียร์ทุ่นระเบิดและประสานงานกับบริษัทประกันภัย คาดว่า เร็วที่สุดคือต้นเดือนกรกฎาคม 2569 จึงจะเริ่มสัญจรได้ แต่หากจะกลับมาสู่ปกติ 100%  คาดการณ์ว่าจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วง เดือนธันวาคม 2569

เนื่องจากต้องใช้เวลาซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน และท่อส่งน้ำมัน รวมถึงแหล่งผลิตบางแห่งที่ชัตดาวน์ไปต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการกลับมาผลิตใหม่

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAFS

สงครามตะวันออกกลาง ฉุด BAFS โตต่ำเป้า 2%

แม้จะมีสงคราม แต่ปริมาณการเติมน้ำมันของ BAFS ให้แก่สายการบิน ในช่วงที่ผ่านมา ลดลงจากเป้าหมายเพียง 2% และหากเทียบกับปีที่ผ่านมาถือว่าเติบโตขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.8% เนื่องจากการฟื้นตัวของเที่ยวบินฝั่งยุโรปและเที่ยวบินภายในประเทศพุ่งสูงเกือบเท่าหรือแซงช่วงก่อนโควิด นอกจากนี้ สงครามทำให้สายการบินต้องบินอ้อมตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้องเติมน้ำมันมากขึ้น ซึ่งมาช่วยทดแทนสัดส่วนเที่ยวบินตะวันออกกลางที่หายไป

อีกทั้งยังมีสัญญาณบวกในช่วงปลายนี้ จากตารางการบินฤดูหนาวในเดือนตุลาคมเริ่มมีการขอเพิ่มสลอตการบิน แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาในช่วงสิ้นปี

เร่งลงทุนท่อขนส่งน้ำมัน- พลังงานสะอาด

สำหรับแผนการลงทุนของบาฟส์ โครงการหลัก จะยังเน้นการขยายโครงการท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ เฟส 3 เส้นทางสระบุรีไปอ่างทอง ลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงท่อจากโรงกลั่นฝั่งตะวันออกขึ้นสู่ภาคเหนือ คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันอีก 1,200 ล้านลิตรต่อปี และสร้างคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติมในอนาคต การเร่งลงทุนใน พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด เช่น Solar Rooftop สำหรับลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรม และโครงการพลังงานขยะชุมชน เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียว

รวมถึงการลงทุนต่างประเทศ มีการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเก่าใน ญี่ปุ่น และกำลังพัฒนาโครงการใน มองโกเลีย (ล่าช้ากว่าแผนเล็กน้อยจากปัญหาการจัดหาเงินทุนในช่วงสงคราม) โดยการลงทุนในแต่ละปีจะวางงบลงทุนเฉลี่ยไว้ที่ 800 - 1,500 ล้านบาทต่อปี โดยระมัดระวังไม่ให้กระทบเงื่อนไขทางการเงินกับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้