thansettakij
thansettakij
สงคราม 'สหรัฐ-อิหร่าน' ยังไม่จบ ปม ‘นิวเคลียร์’ ชี้ชะตาสงครามรอบใหม่

วิเคราะห์สงคราม 'สหรัฐ-อิหร่าน' ยังไม่จบ จับตา 4 ปัจจัยชี้ชะตาสงครามรอบใหม่

16 มิ.ย. 69 | 03:56 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มิ.ย. 69 | 05:59 น.

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช วิเคราะห์ข้อตกลงหยุดยิง "สหรัฐ-อิหร่าน" ที่เตรียมลงนาม 19 มิ.ย. เป็นเพียง “การพักรบเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ใช่สันติภาพถาวร เหตุปมนิวเคลียร์ อิสราเอล การเมืองภายในอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ ยังเป็นตัวแปรสำคัญกำหนดอนาคตความขัดแย้งตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นเพียง "การพักรบเชิงยุทธศาสตร์" ชั่วคราว ไม่ใช่การยุติสงครามอย่างถาวร เนื่องจากยังมีประเด็นขัดแย้งหลักที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
  • ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นหัวใจของความขัดแย้ง และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าจะเกิดสันติภาพหรือสงครามรอบใหม่ โดยต้องเจรจาให้ได้ข้อสรุปภายใน 60 วัน
  • อนาคตของข้อตกลงยังขึ้นอยู่กับอีก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค, การเมืองภายในของอิหร่าน และการฟื้นฟูความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ

แม้สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันและมีกำหนดลงนามในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังความขัดแย้งดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 เดือน แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่อาจตีความได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามในตะวันออกกลาง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในครั้งนี้มีลักษณะเป็น “การพักรบเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Ceasefire) หรือการลดระดับความขัดแย้งชั่วคราวมากกว่าการสร้างสันติภาพถาวร เนื่องจากประเด็นความขัดแย้งหลักหลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ และยังต้องอาศัยการเจรจาเพิ่มเติมภายในกรอบเวลา 60 วันหลังการลงนาม

สัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังมีมุมมองไม่ตรงกัน ปรากฏตั้งแต่การเรียกชื่อเอกสารฉบับเดียวกัน โดยสหรัฐฯ ใช้คำว่า “Deal” ซึ่งสะท้อนว่าการเจรจาประสบความสำเร็จและบรรลุข้อตกลงแล้ว ขณะที่อิหร่านใช้คำว่า “Memorandum of Understanding (MoU)” หรือบันทึกความเข้าใจ ซึ่งหมายถึงเพียงกรอบความเห็นร่วมในหลักการเบื้องต้น และยังเปิดช่องให้มีการเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคต

ความแตกต่างของการตีความดังกล่าวสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายอาจยังไม่ได้มีความเข้าใจต่อสถานะของข้อตกลงตรงกันทั้งหมด และอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของความตกลงในระยะยาว

ตกลงได้มาก แต่โจทย์ใหญ่ยังค้าง

ดร.อัทธ์ ระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีประเด็นสำคัญรวม 14 ข้อ โดยภาพรวมถือว่าสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้มากกว่าประเด็นที่ยังมีความเห็นต่าง

หัวข้อที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันแล้ว ได้แก่ การยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบ การยุติการสู้รบในเลบานอน การเปิดการเดินเรือและการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใน 30 วัน การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การจัดทำแผนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การระงับมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน รวมถึงการปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านจำนวน 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างช่วงการเจรจา

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่ต้องเจรจาต่อเพื่อจัดทำเป็นข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ระดับสมรรถนะยูเรเนียมที่อิหร่านจะได้รับอนุญาต การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างถาวร ตลอดจนการปล่อยทรัพย์สินอิหร่านส่วนที่เหลือ

ในมุมมองของ ดร.อัทธ์ ประเด็นนิวเคลียร์ยังคงเป็นหัวใจของความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงและอธิปไตยของอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญในการป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หากไม่สามารถหาจุดสมดุลร่วมกันในเรื่องระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขอบเขตการตรวจสอบจากนานาชาติ และมาตรการรับรองการใช้ประโยชน์เพื่อสันติได้ การจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในอนาคตอาจเผชิญอุปสรรคสำคัญ

สงครามเขย่าเศรษฐกิจโลก-ดันราคาพลังงานพุ่ง

บทวิเคราะห์ยังสะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคู่ขัดแย้ง แต่ลุกลามไปยังเศรษฐกิจโลก พลังงาน วัตถุดิบการผลิต และห่วงโซ่อุปทานสำคัญ

ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ระบุว่า GDP โลกปรับลดลง 0.2% ขณะที่ GDP ของสหรัฐฯ อิหร่าน ตะวันออกกลาง ยูโรโซน และอาเซียน ลดลงเฉลี่ย 0.6% โดยอิหร่านได้รับผลกระทบหนักที่สุดจาก GDP ที่หดตัวถึง 7%

ด้านราคาพลังงานโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 90.5% โดยน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นกว่า 55% น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นเกือบ 68% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในยุโรปและ LNG ในเอเชียปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนราคาวัตถุดิบการผลิตโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 103.6% โดยเฉพาะทังสเตน ฮีเลียม ปุ๋ยยูเรีย อะลูมิเนียม และกรดซัลฟูริก สะท้อนผลกระทบที่ขยายวงกว้างไปยังภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การส่งออก LNG ของกาตาร์ที่ลดลง และกำลังการผลิตน้ำมันในอิรักที่หดตัวลงในช่วงสงคราม

รูปบรรยากาศสหรัฐ

4 ปัจจัยชี้ขาด สันติภาพหรือสงครามรอบใหม่

ดร.อัทธ์ ประเมินว่า อนาคตของข้อตกลงครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยสำคัญ

ปัจจัยแรก คือ ความคืบหน้าของการเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งยังเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สุด และเป็นหัวใจของความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย

ปัจจัยที่สอง คือ สถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะกรณีที่อิสราเอลยังไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอน แม้จะมีการยุติการสู้รบแล้วก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่าระดับความไว้วางใจระหว่างคู่ขัดแย้งยังอยู่ในระดับต่ำ และมีโอกาสกลับมาปะทะกันได้อีก

ปัจจัยที่สาม คือ การเมืองภายในอิหร่าน เนื่องจากยังมีกลุ่มอนุรักษนิยม กองกำลังความมั่นคง และกลุ่มศาสนาบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการประนีประนอมกับสหรัฐฯ หากมองว่าข้อตกลงทำให้อิหร่านเสียเปรียบ ก็อาจกดดันรัฐบาลให้ชะลอหรือเปลี่ยนท่าทีต่อการเจรจา

ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดใต้น้ำในช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีข้อตกลงเปิดเส้นทางเดินเรือแล้ว แต่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน และผลการเก็บกู้จะเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญว่าความตึงเครียดในภูมิภาคจะคลี่คลายลงได้จริงหรือไม่

ด้วยเงื่อนไขที่ยังคงค้างอยู่หลายประเด็น ดร.อัทธ์ จึงมองว่า ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านในครั้งนี้ยังไม่ใช่สันติภาพถาวรของตะวันออกกลาง แต่เป็นเพียงการพักรบเชิงยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเจรจาต่อไป โดยคำตอบสุดท้ายว่าสงครามจะยุติลงอย่างถาวร หรือกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง จะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาในประเด็นสำคัญที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ภายในช่วง 60 วันนับจากนี้