
เลือกตั้ง ส.อ.ท.ยื้อ สอบโปร่งใส 30 วัน ส่ง กกร.-ต้านคอรัปชันตรวจซ้ำ จับตาส่อโมฆะ
ร้องเรียนความไม่โปร่งใสเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. ปะทุหนัก เร่งตรวจสอบใน 30 วัน ชี้หากมีมูลจะกระทบความชอบธรรม ล่าสุดลามเวที กกร. เตรียมส่งต่อภาคีต้านคอรัปชันกว่า 20 องค์กรร่วมพิจารณา ย้ำ “ยอมช้าเพื่อรักษาธรรมาภิบาล”
KEY
POINTS
- มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. โดยมีกรอบเวลาตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
- ประเด็นที่ถูกตรวจสอบมุ่งเน้นความผิดปกติ เช่น การเพิ่มสมาชิกใหม่อย่างมีนัยสำคัญก่อนเลือกตั้ง การใช้บุคคลอื่นถือสิทธิ์แทน (นอมินี) และเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการจูงใจลงคะแนน
- ผลการตรวจสอบอาจนำไปสู่การพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.
- เรื่องร้องเรียนได้ถูกยกระดับไปยังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อร่วมพิจารณา
ศึกเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยังเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตา เมื่อข้อร้องเรียนด้านความโปร่งใสถูกยกระดับสู่การตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสัญญาณความเสี่ยงที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งสะดุดหรือถึงขั้น “โมฆะ” และส่งแรงกระเพื่อมต่อการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ในลำดับถัดไป
ความคืบหน้ากรณีการร้องเรียนความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) วาระปี 2569-2570 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ สมาชิก ส.อ.ท.ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธาน ส.อ.ท. ล่าสุด กระบวนการตรวจสอบได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบเวลาที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีการยื่นเรื่องเมื่อ 1 เมษายนที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยเริ่มเห็นรายละเอียดเชิงลึกมากขึ้นเป็นลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการใช้เวลาเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สาระสำคัญของข้อร้องเรียน มุ่งไปที่ความผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้ง อาทิ การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการจูงใจในการลงคะแนน การใช้บุคคลอื่นถือสิทธิ์แทน (นอมินี) และการเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ในช่วงใกล้วันเลือกตั้งมากกว่า 1,000 รายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่อาจกระทบต่อความโปร่งใสและความชอบธรรมของผลการเลือกตั้ง
แหล่งข่าวระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือรูปแบบที่ถูกเรียกว่า “การจัดตั้งเชิงระบบ” โดยพบพฤติกรรมการสนับสนุนให้บุคคลหรือบริษัทในห่วงโซ่อุปทานเข้ามาสมัครสมาชิกจำนวนมากในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พร้อมกับมีการมอบสิทธิ์ลงคะแนนให้บุคคลที่สาม ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเป็นไปตามระเบียบหรือมีเจตนาแฝงหรือไม่
“เรายอมช้าเพื่อเก็บกวาดบ้านใหม่ ดีกว่าเร่งรับรองผลบนความคลางแคลง ซึ่งผลการเลือกตั้งออกมาในเบื้องต้น อย่าเพิ่งเฉลิมฉลองบนผลเลือกตั้งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง เพราะอาจเปลี่ยนแปลงได้”
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในวันเลือกตั้งหลายประเด็น เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเมื่อเทียบกับกับการเลือกตั้งคณะกรรมการครั้งที่เข้มข้นที่สุดในสมัยที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.แข่งกับนายสมโภชน์ อาหุนัย มีผู้มาเลือกตั้งกรรมการประมาณ 3,000 คน แต่ครั้งนี้พุ่งสูงถึง 4,500 คน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
รวมถึงมีการการเสนอชื่อกรรมการเพิ่มเติมจากข้างล่างเวที (Floor)จำนวนมากเป็นหลักร้อยคน จากเดิมมีเพียงหลักสิบ และมีการเปลี่ยนตัวผู้ชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ในครั้งนี้ในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง โดยที่ไม่เคยแสดงเจตจำนงค์ แสดงตน หรือแสดงวิสัยทัศน์มาก่อน และไม่มีการเดินหาเสียงกับสมาชิกทั่วประเทศเป็นปี ๆ ก่อนการเลือกตั้งเหมือนที่เคยมีมา ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายผิดระเบียบหรือไม่
“ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ ผลการตรวจสอบอาจส่งผลโดยตรงต่อสถานะของการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหากพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ อาจนำไปสู่การพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลให้ต้องจัดกระบวนการเลือกตั้งใหม่ และจะกระทบต่อไทม์ไลน์การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ที่เดิมกำหนดไว้ภายในปลายเดือนเมษายน”
ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในองค์กร แต่ได้ถูกยกระดับไปสู่เวทีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แล้ว โดยล่าสุดมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อที่ประชุม กกร. ซึ่งได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นและเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชัน ที่มีหน่วยงานพันธมิตรกว่า 20 แห่งร่วมกันพิจารณา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานธรรมาภิบาลขององค์กรภาคเอกชนต่อไป
แหล่งข่าวย้ำว่า การดำเนินการในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงความรอบคอบและความเป็นธรรมเป็นหลัก แม้จะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปบ้าง แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บทบาทของ ส.อ.ท. มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทย
ทั้งนี้ ยังมีการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ที่คาดว่าจะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ไม่ควรเร่งแสดงความยินดีหรือยึดถือผลคะแนนในขณะนี้ เนื่องจากกระบวนการรับรองผลยังไม่แล้วเสร็จ และยังมีความไม่แน่นอนจากผลการตรวจสอบที่อาจเปลี่ยนแปลงข้อสรุปได้
ขณะที่ในมุมมองของภาคเอกชน การรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร โดยเฉพาะองค์กรตัวแทนภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศที่ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งสมาชิก ภาครัฐ และนานาชาติ
ดังนั้น การ “ยอมช้า” เพื่อจัดระเบียบและตรวจสอบให้ชัดเจน จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าการเดินหน้าโดยมีข้อกังขา ทั้งนี้สถานการณ์จากนี้จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลการตรวจสอบภายในกรอบ 30 วัน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะได้รับการรับรอง หรือจะต้องเริ่มต้นใหม่ภายใต้กติกาที่เข้มงวดขึ้น เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาว







