
กกร.จ่อรื้อเป้า ‘GDP’ ปี 69 ใหม่โตต่ำกว่า 1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทย
กกร.เตรียมทบทวนปรับ ‘GDP’ ปี 69 ใหม่ หลังสงครามตะวันออกกลางส่อกดเศรษฐกิจไทยหดตัว ยันพร้อมร่วมมือภาครัฐรับมือสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
KEY
POINTS
- กกร. เตรียมทบทวนประมาณการ GDP ปี 2569 ใหม่ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและกระทบภาคการขนส่ง
- การประเมินเบื้องต้นคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0%
- ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยคือต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร. ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น
รวมถึงภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก โดยในเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป
ทั้งนี้ กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงานโดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน
“กกร. จะสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ รวมถึงช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ“
ซึ่งข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ.
ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ โดย กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง Reinvent Thailand
สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 69 ของ กกร. เดือนมีนาคม 69 ประกอบด้วย
- GDP 1.6 ถึง 2.0
- ส่งออก -1.5 ถึง -0.5
- เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7






