thansettakij
thansettakij
เลือกตั้ง ส.อ.ท. เดือด! แฉปลอมเอกสาร–ล็อกเสียง หนักสุดในประวัติศาสตร์

เลือกตั้ง ส.อ.ท. เดือด! แฉปลอมเอกสาร–ล็อกเสียง หนักสุดในประวัติศาสตร์

24 มี.ค. 69 | 21:20 น.
อัปเดตล่าสุด :24 มี.ค. 69 | 23:04 น.

เลือกตั้ง ส.อ.ท.เดือด ร้องเรียนปลอมลายเซ็น–สวมสิทธิ์จุดชนวนตรวจสอบด่วน ก่อนเลือกตั้งกรรมการ 30 มี.ค.พบเครือข่ายโอนเงิน–ดันสมาชิกใหม่ ล็อกเสียงโหวต สะเทือนความน่าเชื่อถือองค์กร

KEY

POINTS

  • มีการร้องเรียนและตรวจสอบพบการปลอมแปลงเอกสารเพื่อเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และการจัดตั้งเครือข่ายล็อกคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ
  • พบพฤติกรรมการจ่ายเงินค่าสมัครสมาชิกให้บริษัทคู่ค้าจำนวนมาก เพื่อให้ส่งตัวแทนที่สามารถควบคุมได้เข้ามาลงคะแนนเสียง
  • แหล่งข่าวใน ส.อ.ท. ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ซื้อเสียงที่รุนแรงและโจ่งแจ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ กระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างหนัก

บรรยากาศก่อนการเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชุดใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2569 ซึ่งจะเป็นด่านสำคัญในการคัดเลือกตัวแทนไปโหวตเลือกประธาน ส.อ.ท. คนที่ 17 ในเดือนเมษายน ถูกปกคลุมด้วยข้อกังขาอย่างหนัก หลังปรากฏข้อมูลเชิงลึกถึงความไม่ชอบมาพากล ทั้งในรูปแบบการปลอมแปลงเอกสาร สวมสิทธิ์ผู้แทน และพฤติกรรมเข้าข่ายจัดตั้งเครือข่ายล็อกคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ จนทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบมาจากกรณีที่นางสาวชุติกาญจน์ ชัยปัญญา สมาชิก ส.อ.ท. ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายทะเบียนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามระเบียบ โดยระบุว่ามีการปลอมแปลงเอกสารและลายเซ็น เพื่อเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้แทนใช้สิทธิ์เลือกตั้งของบริษัทในจังหวัดอำนาจเจริญ โดยเฉพาะการแก้ไขชื่อผู้แทนลำดับที่ 3 จากบุคคลที่ได้รับมอบหมายเดิม เป็นบุคคลอื่นโดยมิชอบ พร้อมแนบหลักฐานทั้งเอกสารจริง–ปลอม และคลิปวิดีโอยืนยันตัวตน

ภายหลังรับเรื่องร้องเรียน ประธาน ส.อ.ท. ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน ครอบคลุมทั้งกรณีปลอมเอกสารและกระแสข่าวการซื้อเสียงที่ถูกเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีการประชุมด่วนในช่วงเช้าวันที่ 23 มีนาคม 2569 ก่อนรายงานผลต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อเท็จจริงสำคัญว่า บุคคลที่ถูกระบุชื่อเป็นผู้แทนรายใหม่ เป็นพนักงานของบริษัทเอกชนรายใหญ่ และเอกสารการเปลี่ยนแปลงผู้แทนถูกส่งมาจากอีเมลของพนักงานอีกคนหนึ่งที่เคยขึ้นทะเบียนกับ ส.อ.ท. มาก่อน สะท้อนถึงความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล ขณะเดียวกัน ในมิติของการซื้อเสียง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบหลักฐานการโอนเงินค่าสมัครสมาชิกให้กับบริษัทที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่หลายแห่ง โดยมีพนักงานอย่างน้อย 2 รายเกี่ยวข้อง ครอบคลุมมากกว่า 20 บริษัทในระยะแรก

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม กลับพบจำนวนบริษัทที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากหลักสิบเป็นหลักร้อย และมีแนวโน้มสูงที่จะขยายไปถึงหลักพันราย โดยรูปแบบที่ตรวจพบคือการสนับสนุนค่าสมัครสมาชิกให้บริษัทคู่ค้า หรือซัพพลายเชน เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ใส่ชื่อผู้แทนบางตำแหน่งเป็นบุคคลที่สามารถควบคุมได้ เพื่อให้สามารถเข้ามาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ตามแผน

ในเชิงกลไกการเลือกตั้งของ ส.อ.ท. หนึ่งบริษัทสามารถมีผู้แทนได้ไม่เกิน 3 คน แต่มีสิทธิ์ออกเสียงเพียง 1 เสียง โดยผู้ที่ลงทะเบียนก่อนจะได้รับสิทธิ์ทันที ช่องว่างดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “ล็อกเสียง” หากมีการจัดตั้งเครือข่ายและนัดหมายล่วงหน้า

แหล่งข่าวซึ่งทำงานใน ส.อ.ท. มากว่า 30 ปี ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมากับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ไม่เคยเห็นการซื้อเสียงที่เป็นขบวนการใหญ่และโจ่งแจ้งขนาดนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ที่ก่อตั้งส.อ.ท.มา ตอนแรกนึกว่าเป็นเพียงเกมการเมืองช่วงเลือกตั้ง แต่เมื่อเห็นหลักฐานทั้งหมดแล้วถึงกับพูดไม่ออก พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับบุคลากรภายในจำนวนมาก เพราะไม่คาดคิดว่าบริษัทชั้นนำที่ยึดหลักธรรมาภิบาลจะเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะนี้

เสียงสะท้อนจากคนในองค์กรยังชี้ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์ของ ส.อ.ท. ซึ่งควรเป็นองค์กรตัวแทนภาคอุตสาหกรรมที่มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง “มันทำให้สภาฯ เสียความสง่างาม กลายเป็นเหมือนตลาดการเมือง” แหล่งข่าวระบุ พร้อมเสริมว่าขณะนี้ยังคงพบหลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ยังปรากฏความเชื่อมโยงของบุคคลระดับปฏิบัติการกับผู้บริหารระดับสูง ผ่านหนังสือประสานงานและกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการในประเด็นความรับผิดชอบของผู้บริหาร

สำหรับขั้นตอนต่อไป ยังอยู่ระหว่างการหารือของคณะกรรมการบริหารว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ควรเดินหน้าการเลือกตั้งกรรมการในวันที่ 30 มีนาคมนี้ตามกำหนดเดิม หรือชะลอออกไปเพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้าน เนื่องจากหากปล่อยให้กระบวนการเดินหน้าภายใต้ข้อกังขา อาจกระทบต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ในเดือนเมษายน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงเป็นประเด็นภายในองค์กร แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายด้านธรรมาภิบาลของภาคเอกชนไทยในภาพรวม ว่าจะสามารถรักษามาตรฐานความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้แรงกดดันของการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจนำในองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ